นางองุ่น มาลิก

พ.ศ.๒๔๖๐-๒๕๓๓

 

นางองุ่น มาลิก (เดิมใช้ชื่อสกุล สุวรรณมาลิก ภายหลังได้ตัดคำว่า”สุวรรณ”ออก) เป็นบุตรพระรุกขชาติบริรักษ์ (ทอง สุวรรณมาลิก) และนางบู่ เกิด เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๐ ที่บ้านในจังหวัดพระนคร จังหวัดพระนคร มีพี่คนหนึ่งคือ นายอู่ มีน้องหนึ่งคนคือ นางอรุณ อัศวรักษ์ มีพี่น้องร่วมบิดา ๑๘ คน

                นางองุ่นเรียนจบชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ชาย เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ ที่โรงเรียนสตรีโชติเวช พ.ศ.๒๓๘๑ ได้รับปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๔๙๕ เข้ารับการอบรมหลักสูตรวิชาสังคมศาสตร์ สำหรับอาชีพครูที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พ.ศ.๒๔๙๖ เข้ารับการอบรมภาษาอังกฤตสำหรับอาชีพครู ที่ A.U.A (American Univesity Alummi Association) และเข้ารับการอบรมหลักสูตร สาขาบรรณารักษศาสตร์ ภาคฤดูร้อน พ.ศ.๒๕๐๐ – ๒๕๐๒ เข้ารับการอบรมภาคฤดูร้อน และเป็นนักศึกษาภาคค่ำที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร พ.ศ.๒๕๐๓ ได้รับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๐๕ ศึกษาเเละดูงานที่มหาวิทยาลัยฮาวาย พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับปริญญาโทด้านจิตวิทยาจากมหาลัยอิลลินอย์ ที่เออร์บานา ประเทศสหรัฐอเมริกา

                พ.ศ.๒๔๘๒ – ๒๔๘๖ นางองุ่นเข้าเป็นครูสอนภาษาอังกฤตที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์ กรุงเทพฯ จากนั้นได้ลาออกมาเป็นเลขานุการโรงงานยาสูบกรุงเทพฯ ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๘ – ๒๔๙๗ มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤตที่โรงเรียนสุกิจวิทยา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และลาออกมาเป็นผู้สื่อข่าว และนักเขียนที่สำนักพิมพ์สยามนิกร ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๗-๒๔๙๙ ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มาเป็นรองบรรณาธิการนิตยสารรายสัปดาห์ ดรุณสาร และนรี จากนั้นนางองุ่นได้ลาออกมาเข้ารับราชการเป็นครูสอนภาษาอังกฤตที่โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง กรมวิสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ – ๒๕๐๒ ต่อมา พ.ศ.๒๕๐๓ – ๒๕๑๐ โอนมาเป็นผู้ช่วยฝ่ายศึกษาวิจัย แผนกวิจัยการศึกษาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้น พ.ศ.๒๕๑๐ – ๒๕๑๑ มาเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤตที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.๒๕๑๑ – ๒๕๒๐ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่ จนเกษียณอายุราชการ

                เมื่อนางองุ่นเป็นครูสอนภาษาอังกฤตนั้น ไม่ว่าจะสอนอยู่ ณ ที่ใด นอกจากจะเป็นครูที่สนใจเอาใจใส่ในการสอนเป็นอย่างดีแล้ว นางองุ่นยังมีวิธีสอนเป็นเอกลักษณะประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งคือ จะเน้นสอนฝึกให้นักเรียนมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มิใช่เรียนแต่ภาษาอังกฤตตามหลักสูตรและหนังสือเรียนเท่านั้น นางองุ่นจะมีเรื่องสนุกๆนำมาเล่าเพื่อให้นักเรียนสร้างจินตนาการ มีตัวอย่างความคิดต่างๆฝึกให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ นายเทพศิริ สุขโสภาศิษย์คนหนึ่งของนางองุ่นเล่าไว้ในหนังสือรำลึกถึงดอกไม้กลางใจชน ครูองุ่น มาลิก หนังสือที่ระลึกในวาระครบ ๙ปี แห่งการถึงเเก่กรรมของนางองุ่น ความตอนหนึ่งว่า

                “…ความประทับใจของผมต่อการสอนภาษาอังกฤตของอาจารย์องุ่นคือวิธีสอนของอาจารย์ มีอะไรที่แปลกกว่าอาจารย์อื่นๆเขา คือ ถ้าคุณมีความคิดดีๆอยู่ในงาน อาจารย์ให้คะแนนเต็มไปเลย ให้เยอะ ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนผมคนหนึ่งเขียนชีวิตในวัยเด็กว่า เช้าวันหนึ่งแม่ส่งกระเป๋าให้ฉัน แล้วก็ชี้ไปที่ปลายทางซึ่งเวลานั้นดวงตะวันกำลังฉายแสง และแม่บอกว่า จงเดินไปทางนั้น… อาจารย์ให้คะแนนเต็มร้อยไปเลยคุณ นึกถึงเด็กที่มีความทรงจำที่ดีต่อแม่ ส่งกระเป๋าให้ชี้ทางไปสู่แสงสว่าง…”

                และนายเทพศิริเอง ภายหลังก็กลายเป็นศิลปินนักสร้างสรรค์งานเขียนที่มีชื่อเสียง มีผลงานเป็นที่ปรากฏแก่ผู้อ่านเช่นกัน

                ในด้านการสอนวิชาจิตวิทยานั้น นางองุ่นสอนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้เรียนเป็นวัยรุ่นวัยคะนอง ดังที่นางองุ่นได้เขียนบันทึกไว้ซึ่งนำมาพิมพ์ในหนังสือชีวิตงามครูองุ่น มาลิก หนังสือที่ระลึกเนื่องในว่าละครบ ๑๐ ปี แห่งการถึงเเก่กรรมของนางองุ่นมีข้อความตอนหนึ่งว่า

                “…พ.ศ.๒๕๑๐ ข้าพเจ้ามาถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการสอนอยู่ได้ระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าก็พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มัวเมากับการสนุก เที่ยวกลางคืน เต้นรำ เล่นรัก การพนันทั้งหญิงชาย นับเป็นสิ่งไร้ความหมาย และไรสร้างสรรค์ อาจเป็นเพราะเขาขาดความรู้ว่า ชีวิตที่ดีกว่านั้น ยังมีชีวิตประเสริฐที่ยังประโยชน์ต่อตนเองและสังคม”

                นางองุ่นเห็นว่า การจะพูดจาอบรมสั่งสอนคงจะไม่เป็นผล เห็นจะมีทางเดียวที่จะช่วยได้คือ พระพุทธศาสนา ที่จะชี้ทางชีวิตที่ถูกต้องได้ และวิธีที่นำไปสู่ความสำเร็จได้นั้น คือการนำแบบอย่างที่ถูกต้องเหมาะสมให้เห็นปรากฏเป็นที่ศรัทธาของนักศึกษา อันเป็นการประยุกต์จิตวิทยาให้เป็นรูปธรรม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นิธิ เอียวศรีวงศ์นักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่ง ได้พูดถึงนางองุ่นในบทความเรื่อง งานนิพนธ์ สร้างสรรค์ จิตวิทยาครอบครัว องุ่น มาลิก(พ.ศ.๒๕๓๖) ความตอนหนึ่งว่า

                 “อาจารย์องุ่นนั้นเป็นผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อวิชาจิตวิทยา เพราะเธอเชื่อว่าคือความรู้ความเข้าใจ จิตวิทยาช่วยให้มองเห็นความทุกข์และปัญหาที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเองได้ปรุโปรง ซ้ำยังอาจ

ทำให้มองเห็นความทุกข์และปัญหาที่เกิดขึ้นในใจของคนอื่นได้ปรุโปรงไปด้วย แต่อาจารย์องุ่นไม่ได้มีศรัทธาเฉพาะกับจิตวิทยา เธอยังมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธศาสนา…”และในหนังสือจิตวิทยาที่ครอบครัวของนางองุ่นเป็นผู้เขียนเป็นผลงานเขียนชิ้นสำคัญนี้ มีเรื่องราวและนิทานอันเป็นตัวอย่างสมมติของปัญหาและการแก้ไขปัญหาด้วยหลักธรรมของพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่งต่อนักศึกษา และผู้อ่านด้วย

                เมื่อนางองุ่นมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มนักศึกษาที่มีปัญหาและจุดหมายที่ยึดมั่นว่าธรรมะของพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะแก้ได้และนางองุ่นเองก็เลื่อมใส่ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอยู่แล้วนาองุ่นจึงทำตัวเป็นแบบอย่างในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง เปลี่ยนสภาพและความเป็นอยู่ของตนเองให้เรียบง่าย สมถะและเข้าไปพัฒนาวัดฝายหิน ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ไกล้มหาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นวัดที่ชำรุดทรุดโทรม ขาดการบรูณะเอาใจใส่ของชาวบ้าน พระภิกษุสามเณรมีอยู่น้อย เนื่องจากนางองุ่นมีฐานะทางการเงินดี จึงลงมือทำงานได้อย่างเห็นผลงานในไม่ช้า กอปรกับนางองุ่นเป็นผู้ที่มีบุคลิกดีรูปร่างหน้าตางดงาม การพูดน่าเชื่อถือชาวบ้านก็เริ่มสนใจที่จะเข้ามาช่วยงานนักศึกษาเริ่มมีความศรัทธา แรกๆก็มี นักศึกษากลุ่มเล็กๆเข้ามาช่วยงาน และค่อยเพิ่มมากขึ้น เป็นงานที่เห็นผลเป็นรูปธรรม วัดพัฒนาขึ้น จิตใจของผู้ที่เข้าไปทำงานก็เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นลำดับด้วยธรรมะที่ค่อยๆซึมเข้าจิตใจ มีการทอดกฐิน ผ้าป่า มีเงินบูรณะซ่อมแซมวัดจนมีสภาพที่พัฒนาได้เต็มที่ ทีพระภิกษุสามเณรมาประจำหลายรูป ในที่สุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็รับเป็นผู้ดูแลและอุปการะวัด

                นับว่างานการสอนจิตวิทยาของนางองุ่นได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่งนักศึกษากลุ่มที่เคยลุ่มหลงในเรื่องไร้สาระก็เข้ามาร่วมกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ดังที่นางองุ่นตั้งใจไว้นางสาววิมลวรรณ สุนทรพิธศิษย์คนหนึ่งได้พูดถึงการสอนจิตวิทยาของนางองุ่นไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

                “…เวลาสอนจะสอนจริง มีการพูดถึงหลักธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกับวิชาจิตตลอด ครูจะไม่สอนแต่ในตำราเท่านั้น แต่จะสอดแทรกเรื่องราวต่างๆเข้าไปด้วย จะเป็นเนื้อหาในเชิงจิตวิทยาประยุกต์มากกว่าจะพูดถึงเฉพาะหลักจิตวิทยา ตรงๆ …”

                นายนศาทร รุจิกัณหะ ศิษย์อีกคนหนึ่ง ก็ได้กล่าวว่าไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า

                “…ในชั่วโมงของครู ผมไม่เคยพลาดเรียน เนื่องจากครูสอนดีมากจะสอนทั้งวิชาการ สอนคุณธรรมเพื่อสังคม…”

                นางองุ่นเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐ หลังจากเกษียณ

 

อายุราชการแล้ว จึงได้กลับไปที่พักอยู่ที่บ้านในซอยทางหล่อ กรุงเทพมหานคร ช่วงหลักเกษียณอายุราชการนี้เอง นางองุ่นได้ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมหลายอย่าง ทุ่มเทแรงกาแรงใจและเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวรวมร้อยกว่าล้านบาท โดนเฉพาะการช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสตลอดจนสาธารณะประโยชน์ต่างๆจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จึงเป็นที่รักใคร่นับถือของจำนวนมาก นายไพบูลย์ วัฒน์ศิริธรรมประธานมูลนิธิไชยวนา และเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า

“…เวลาล่วงเลยมาพอสมควร ผมได้รับรู้ ได้ฟังได้อ่านของครูองุ่นมากขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งรู้มากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ก็ยิ่งประทับใจ ชื่นชม นับถือเละเคารพ

                ทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่าทำไมครูองุ่นมีลูกศิษย์มากขึ้น มิตรสหาย ผู้ใกล้ชิดมากมาย จึงยังคงรำลึกถึงครูองุ่นแบบบูชาความดี และพยายามทำอะไรต่ออะไรอันเกี่ยวเนื่องกับคุณความดีของครูองุ่น อย่างอุทิศตน…”

                กิจกรรมเพื่อสังคมที่ทรงคุณประโยชน์ยิ่งที่นางองุ่นได้กระทำมามีหลายประการ เช่น ก่อตั้งสวนอัญญา (บ้านริมน้ำหรือสวยไผ่หิน) จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งคลินิก “เวชประชา” ให้เป็นสถานะพยาบาลสำหรับผู้ป่วยยากจนในซอยทองหล่อและเปิดสอนการรักษาพยาบาล ผลิตครูชนิด “มือขวาถือชอล์ค มือซ้ายจ่ายยา ”เพื่อไปทำงานในชนบทร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโวฒ ภายหลังได้เลิกไปเพราะมีอุปสรรค สนับสนุนส่งเสริมให้ก่อตั้งกลุ่มแม่บ้ายชุมชนอ่อนนุช สนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชนที่บำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ก่อตั้ง “กองทุนพุทธทาสภิกขุ”เพื่อดำเนินงานทางพระพุทธศาสนา สนับสนุนส่งเสริมนักศิลปวัฒนธรรมเพื่อสังคม ผลิตหุ่นมือให้เยาวชนไทยและเยาวชนทั่วโลก ก่อตั้งมูลนิธิ”ไชยวนา”เพื่อช่วยเหลือเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส มอบที่ดินให้มูลนิธิ ปรีดี พนมยงค์ เพื่อสร้างอาคารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่ซอยทองหล่อ สำหรับดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่สังคม ก่อตั้งกองทุน “หมอเมืองพร้าว” เพื่อส่งเสริมงานสาธารณะฯลฯ

                ผลงานที่โดดเด่นด้านส่งเสริมเด็กเยาวชนจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งโลก คือ หุ้นมือ สำหรับคำ “หุ่นมือ” หมายถึง หุ้นที่ประดิษฐ์จากเศษผ้าและวัสดุเหลือใช้ ยัดด้วยนุ่น เป็นรูปตุ๊กตาละครต่างๆ เพื่อนำไปแสดงให้ความรู้ ความบันเทิง และแจกเด็กๆ โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ รวมทั้งคนหนุ่มคนสาวผู้สนใจที่จะทำงานเพื่อเด็ก นำไปตะเวนจัดแสดงเป็นคณะหุ่นละครหุ่นเชิดมือ ตามชุมชนในเมืองและชนบท คณะละครเชิดมือที่มีชื่อเสียงขณะนั้นมีหลายกลุ่ม เช่นคณะพระจันทร์เสี้ยวการละครของกลุ่มชมรมพระจันทร์เสี้ยวและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไป ครูโรงเรียนหน่วยงานและองค์กรต่างๆได้มาขอยืมตัวหุ่นไปแสดงมากมายหลายแห่ง อันเป็นต้นแบบของรายการที่โด่งดังเป็นที่โปรดปรานของเด็กและผู้ใหญ่ คือรายการ เจ้าขุนทองซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๗ เป็นเวลานานมากกว่าสิบปีจนถึงปัจจุบันนี้

                การคิดผลิตหุ่นเชิดมือขึ้นมานั้น ด้วยนางองุ่นเห็นว่า ละครหุ้นเชิดมือมีความสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆได้เรียนรู้ความรู้ต่างๆทั้งในโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กจะเข้าใจความรู้ที่เรียนดีขึ้นวิชาเพราะเด็กเรียนด้วยความเพลิดเพลินสนุกสนาน ไม่เบื่อหน่าย หากผู้สอนรู้จักวิธีเชิดและวิธีใช่หุ้นมือเป็นสื่อการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม และสามารถให้ความรู้แก่เด็กได้ทั้งในด้านศิลปะ วัฒนธรรม คุณธรรม และอื่นๆ ได้ตามความต้องการ นางองุ่นได้ให้การอบรมวิธีเชิดหุ้น วิธีสร้างเนื้อหาให้สนุกสนานแก่ผู้สนใจ มีครูและโรงเรียนตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่ทำงานเกี่ยวกับการอบรมเป็นจำนวนมากและนำไปใช้ได้ผล นอกจากนี้ยังฝึกให้เด็กทำหุ้นของตนเองขึ้นแสดงด้วย ทั้งยังร่วมกันเป้นกลุ่มทำหุ่นเป็นการฝึกการทำงานร่วมกัน ฝึกการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง และวิธีการที่จะเข้าใจผู้อื่นมีปฎิสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น เด็กจะมีจินตนาการและมีความคิดสร้างสรรค์เมื่อได้เชิดหุ้นเพราะต้องคิดบทพูดและบทบาทการแสดงของตนเองตามเนื้อเรื่องที่ตนเองกำหนดไว้ เรื่องราวหุ้นมือที่นางองุ่นได้เผยแพร่นี้โด่งดังไปทั่วโลก มีชาวต่างประเทศ เช่น ชาวเยอรมัน ศรีลังกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น มาขอยืมหุ่นมือไปแสดงให้เด็กๆของตนชม นางองุ่นพอใจได้เห็นดวงตาแจ่มใสของเด็กๆมีแววตื่นเต้น กระตือรือร้น เปล่งประกายแห่งความสุขส่งเสียงหัวเราะอย่างเบิกบาน เมื่อได้ชมการแสดงละครหุ้นเชิดมือหรือได้เป็นผู้แสดงเอง

                นายจาตุรนต์ ฉายแสงผู้เคยดำรงตำแหน่งรองกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศิษย์คนหนึ่งของนางองุ่นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวถึงกล่าวถึงการเชิดหุ่นไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า

                “...ผมเคยร่วมงานกับคณะละครหุ้นมือของอาจารย์องุ่น ยอมรับว่าอาจารย์มีความละเอียดและอ่อนโยนกับเด็กมากๆผมเชื่อว่า ผู้หญิงอย่างอาจารย์องุ่นเป็นผู้หญิงที่หายากในแผ่นดิน...”

                เนื่องจากนางองุ่นเป็นนักเขียนจงมีผลงานด้านหนังสือมากมาย เช่น หนังสือจิตวิทยาครอบครัว บทความจิตวิทยาแห่งการกลั่นกรอง สาวเอยจะบอกให้(มีหลายตอน)นิทานต่างๆเพื่อให้ศึกษาจิตวิทยา มีเรื่องแปลหลายเรื่อง เช่น ตำนานพระจันทร์จากปาปัวนิวนิวกินี(หลายเรื่อง)ตำนานพระจันทร์จากมาเลเซียตันตระโยคะและการเจริญสมาธิ บทพูดและนิทานแปลสำหรับเชิดหุ่นมือหลายเรื่องนอกจากนี้ยังมีบทกวีไพเราะอีกมากมาย

                เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทาน คือ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย

                นางองุ่นสามรสกับนายอุดม เย็นฤดี ไม่มีบุตรและได้หย่าร้าง เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ นางองุ่นได้รับเลี้ยงหลานเป็นบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง คือ นางสาวอานา มาลิก

                พ.ศ.๒๕๒๔ นางองุ่นเริ่มป่วยด้วยมะเร็งปากมดลูก ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลและถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๓ สิริอายุได้ ๗๓ ปี ๒ เดือน ๑๖ วัน

                นางองุ่นเมื่อยังสาว เป็นผู้ที่มีรูปร่างหน้าตางามสวยเก๋มากคนหนึ่ง เป็น คนกระฉับกระเฉง ปราดเปรียว เฉลียวฉลาด พูดจาเป็นที่ยอมรับของผู้ได้พบเห็นเกิดในตระกูลสูง ฐานะดี มีบุคลิกดี และเสน่ห์ชวนมอง เคยได้รับการถ่ายภาพเป็นภาพปกติของหนังสือพิมพ์ชื่อดังเป็นที่จับตามองของสังคมยุคนั้น แต่ได้เปลี่ยนแปลงตนเองอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยหันมายึดหลักธรรมะของพระพุทธศาสนา คือ ไม่ยึดติดกับสิ่งนอกกายทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทอง อันเป็นสมบัติภายนอก ประคับประคองตนเองให้เป็นคนเรียบง่าย สมถะ เปล่าประกายความดีงามจากภายในจิตใจให้เป็นปรากฏแก่คนทั่วไป ได้บริจาคทรัพย์สินเงินทอง ตลอดจนแรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะผู้ยากไร้ นอกจากจะเป็นครูที่ดีอย่างยิ่งแล้ว ยังบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่สังคมเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างเหลือหลาย มีความเสียสละอย่างสูง กล้าหาญ ยึดมันในอุดมการณ์ของตน

                ศาสตรจารย์ ดอกเตอร์วิเชียร วัฒนคุณ ได้กล่าวสดุดีนางองุ่นไว้ในหนังสือ”ชีวิตงาม ครูองุ่น มาลิก” ตอนหนึ่งว่า

                “...ครูองุ่น มาลิก เกิดมาเป็นครูโดยแท้ คือเป็นครูทั้งชีวิตจิตใจ ครูสอนคนมิใช่ให้ไปแต่ความรู้เท่านั้น แต่สอนเขาให้เป็นคนดี คือให้เป็นผู้คิดดี ทำดีด้วยและครูก็คิดและทำเช่นนั้นเป็นตัวอย่าง ครูใช้หลักของพุทธธรรม และหลักจิตวิทยาในการสอน...นอกจากจะเป็นนักจิตวิทยาชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นนักปรัชญาที่ตระหนักในความเป็นจริงของสังคม...”

                                                                                    นางรัชนี ศรีไพรวรรณ ผู้เรียบเรียง

                              นายสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ผู้ให้ข้อมูลเบื้องต้น

                                                                                                                                                                                               

ข้อมูลอ้างอิง

                ๑.    หนังสือโครงการสื่อศิลปะวัฒนาละครหุ้นครูองุ่น มาลิก

                ๒.   หนังสือ “รำลึกถึง ดอกไม้กลางใจชน ครูองุ่น มาลิก”พิมพ์เนื่องในวาระครบ ๙ ปี แห่งการถึงแก่กรรมของนางองุ่น มาลิก

                ๓.   หนังสือ “ชีวิตงาม ครูองุ่น มาลิก”พิมพ์เนื่องในวาระครบ ๑๐ ปี แห่งการถึงแก่กรรมของงนางองุ่น มาลิก


อ่าน 346 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิไชยวนา "บ้านครูองุ่น มาลิก" เลขที่ ๖๗ ปากซอยทองหล่อ ๓
ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเ หนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐