รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 1
 รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 2
 นิทานพื้นบ้านนานาชาติ ตำนานพระจันทร์ ปาปัว นิวกินนี แปลและเรียบเรียงโดย องุ่น มาลิก
 แม่มดกับไข่ทอง และ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
 ระดับความว้าวุ่นของสังคม กระทบความราบรื่นของครอบครัว

 

จากความทรงจำลูกของแม่กับความกลัว

                      วันหนึ่งลูกเล่าฝันให้แม่ฟัง

                      โอ้กับแม่สองคนเดินขึ้นเขาไปด้วยกันเหมือนอย่างเคย  เดินไปตามทางที่แม่กับโอ้เดินขึ้นผาลาดบ่อยๆนะจ๊ะ   พอเดินสูงขึ้นไปได้หน่อย   ก็มีคนใส่เสื้อสีเหลืองกลุ่มใหญ่   เสื้อคลองไหล่ข้างเดียวเหมือนอย่างพระวิ่งกรูลงมาเหมือนจะจับเรา   โอ้ก็ดึงมือแม่กลับแล้วหันวิ่งหนีลงเขา    พวกนั้นวิ่งไล่กวดมา   มาถึงก้อนหนึ่งใหญ่เราก็เข้าไปแอบอยู่   โอ้ใจเต้นเยอะเลย   เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้แต่เขามองหาเราไม่พบ  เขาก็เดินกลับเงียบหายไป
                        อีกนานจนแน่ใจว่าพวกนั้นไปไกลแล้วโอ้กับแม่ก็เดินขึ้นเขาต่อไป   ไปได้สักหน่อยก็มีคนอีกพวกหนึ่งแต่งสีเขียวเหมือนทหารพากันวิ่งกรูลงมาจะจับเราอีก   เราสองคนก็หันหลังกลับแล้วพากันวิ่ง   พอมาถึงหินก้อนใหญ่เราก็เข้าไปหลบซ่อนเหมือนหนแรก   พวกนั้นหาเราไม่พบจึงกลับขึ้นเขาหายไป
                        คราวนี้โอ้กับแม่หลบจากทางนั้นเดินมุ่งไปที่ธารน้ำตก  เราเลือกหาที่พักร่มๆ  แล้วก็นั่งลง   สักครู่พี่นักศึกษาคนหนึ่งนุ่งกางเกงขายาวสีดำใส่เสื้อขาววิ่งกระหืดกระหอบตรงมาที่เรา    เขาส่งก้อนกลมๆ ขะมุกขะมอมก้อนหนึ่งให้แม่แล้วบอกว่าผมขอฝากหัวใจไว้ด้วย   รักษาไว้ให้ดี   เสร็จแล้วจะมาเอา   แล้วเขาก็เดินลับตาไปในทางป่า
                        แม่กำหัวใจไว้ในมือ    แม่กับโอ้ก็ป่ายปีนไปตามก้อนหินสูงขึ้นเรื่อย  พอถึงน้ำตกใหญ่แม่ทำยังไงก็ไม่รู้   หัวใจตกน้ำ   เห็นมันไหลลิ่วๆไปกับน้ำ  แม่ก็จูงมือโอ้กระโจนตามเก็บ   วิ่งบ้าง   ล้มบ้าง  ตามมาจนทัน     พอแม่คว้าขึ้นมาได้   มันก็เป็นกระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นใหญ่   เราตกใจหน้าตื่น   ทำไมหัวใจกลายเป็นกระดาษ
                        พอดีพี่นักศึกษาคนเก่าโผล่ออกมาจากหมู่ไม้   เขาเห็นเราตกใจเขาพูดว่า  “มันไม่สำคัญแล้ว  มันเป็นแค่กระดาษเท่านั้นเอง    มันพังก็ให้พังไป” 
                        ฝันของลูกอายุเก้าขวบก็จบฉับพลันลงเพียงนี้   ราวกับปิดกล้องถ่ายรูป


ฝันที่ยังตีความหมายไม่ได้

                        นั่นมันเป็นความฝันของเด็กหญิงโสดๆ คนหนึ่ง  มีชีวิตฟันฝ่าพอใช้   ถึงแม้จะดูเรียบๆเคียงคู่กับชีวิตแม่ของเขา   ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
                        ข้าพเจ้ารับรู้เรื่องฝันนี้มาหลายปีแล้ว   รู้ดีเท่ากับตัวเด็กหญิงและแม่ของเขา  โอ้ก็รู้ว่ามันเป็นเพียงฝันไม่ติดใจอะไร   และไม่เคยนึกกลัวคนเหลืองเคนเขียวในฝัน    นานๆเรานึกสนุกคุยกันถึงเรื่องฝันนี้   มันทำให้เรารำลึกถึงฉากป่าเขาด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ทางสายนั้นเดินชันขึ้นๆ ผ่านไหล่เขา,สันเขาน้อยๆ  (ที่เรียกกันว่าม่อน)  จนทะลุถึงไฮเวย์   ประชิดกับไฮเวย์คือวัดผาลาด   เราตัดข้ามไฮเวย์แล้วบุกผ่านป่าขึ้นไปอีกตามทางลัดจนกว่าจะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ  จากรั้วมหาวิทยาลัยถึงผาลาดเดินอย่างเก่งก็ ๔๐ นาที   อย่างสบายๆก็เกือบชั่วโมง   เด็กหญิงคนนี้กับแม่ของเขาเดินระยะ ๒๐ นาทีบ้าง  ๔๕ นาทีบ้าง   เดือนละสามสี่ครั้งระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๕  ถึง ๒๕๑๙  แม่ของเขามักจะมีข้าวของติดมือไปถวายพระที่ผาลาด  และบางทีพระก็มีอาหารและขนมเลี้ยง
                        ข้าพเจ้ายอมรับในความไม่ลึกซึ้งของตัวในการตีความหมายของความฝัน  แต่สองคนแม่ลูกเขาคุยเรื่องฝันกันทีไรก็ชื่นมื่นกันละ   ก็มันผจญภัยดีนี่   ขึ้นเขาลงห้วยวิ่งหนีศัตรู  รอดพ้นจากศัตรูก็มาถึงน้ำตก   แล้วก็มีชายหนุ่มโผล่พรวดเข้ามาฝากหัวใจ   มอบหมายให้รักษาไว้ให้ด้วยความมั่นใจ   สองแม่ลูกทำหัวใจชายหนุ่มตกน้ำ   กระโจนลงน้ำคว้าขึ้นมาได้  พอมองดูที่หัวใจกลายเป็นกระดาษแผ่นเดียว    พอดีชายหนุ่มกลับมา    เขาไม่โวยวายต่อว่า   พูดเพียงเนือยๆ  “พังก็พังไปเถอะกระดาษแผ่นเดียว” 
                        จบลงห้วนๆ อย่างนี้ราวกับละครแอบเสิร์ต   มันช่างไม่สมจริงแต่ก็เป็นจริงเหมือนฝัน  ไม่มีใครบอกเราได้ว่า    คนสีเหลือง   คนสีเขียว   และหัวใจชายหนุ่ม  หมายความว่ากระไร

ข้อมูลใหม่เปิดทางสืบค้น

                        จนกระทั่ง  พ.ศ. ๒๕๒๗  เมื่อเด็กหญิงคนนี้อายุย่าง ๑๘ ปี  เขาเติบโตขึ้นเป็นเด็กหัวรั้น   กล้าหาญ   เด็ดเดี่ยว  ท้าทายอิสรภาพ  แต่ขณะเดียวกันเขาพูดว่า  “แม่ๆ  โอ้เป็นเด็กเก็บกดใช่มั้ยล่ะ” 
                        ข้อมูลใหม่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า  ฝันของเขาเป็นสัญลักษณ์แห่งความกลัวใช่ไหม ?  ความกลัวซึ่งงอกขึ้นมาจากความไม่สมหวังและการไม่มีทางตอบโต้   มันเป็นความกลัวที่อัดๆ ไว้เบื้องหลังทำนบ   บัดดลก็ไหลล้นทะลักออกมาเป็นความกล้า   ถ้าอธิบายอย่างนี้ก็เข้าแบบทฤษฎีจิตวิเคราะห์     แต่ถ้าพูดว่าเด็กหญิงได้เอาชนะความกลัวทั้งหลายแหล่ได้เพราะเขาผ่านความกลัวมาเยอะแยะ  ก็เข้าแบบทฤษฎีการเรียนรู้
                        ถ้าหากถามว่า  ความกลัวที่หยั่งรากลึกนี้มีกำเนิดมาจากอะไรเราก็จำต้องย้อนกลับไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตที่กระจัดกระจายอยู่   แล้วเลือกหญิบเหตุการณ์ทีมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างมีเหตุผลต่อเนื่องมาปะติดปะต่อให้เป็นภาพที่มีความหมาย   ทำอย่างนี้ได้ก็เท่ากับปฏิบัติแบบวิทยาศาสตร์ของจิตวิทยา   เพราะการสืบสวนจะเปิดเผยว่าอารมณ์ใดบ้างเกิดกับเด็กหญิง,  ความปรารถนาหรือแรงจูงใจใดบ้างของเขาได้รับการตอบสนอง,  เกิดความขัดแย้งระหว่างแรงจูงใจหลายอย่างรุนแรงเพียงใด,  ความปรารถนาใดของจิตสำนึกได้รับการตอบสนอง  และความปรารถนาใดของจิตไร้สำนึกถูกกีดกันให้คั่งค้างอยู่เบื้องหลังทำนบ

ย้อนกลับไปสังเกตข้อมูลในอดีต

                        ข้าพเจ้าเคยรู้จากคำบอกเล่า/เมื่อโอ้อายุ ๒ ขวบ   ตอนที่แม่ลูกคู่นี้เริ่มชีวิตที่หอพักมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ที่เรียกกันติดปากว่าหอหนึ่ง    เนื่องจากหอพักนี้เป็นบริเวณใกล้ชิดร่วมอาคารเดียวกับหอพักนักศึกษา  เหมาะสำหรับอาจารย์ผู้สอนโสด   แม่จึงพาโอ้ไปฝากที่บ้านคุณป้าอุไรผู้รับเลี้ยงเด็กและให้ความอบอุ่นเหมือนครอบครัวใหญ่   โอ้จะได้กลับบ้านในเย็นวันศุกร์   และคืนสู่คุณป้าเย็นวันอาทิตย์
                        เย็นวันหนึ่งแม่กำลังจะพาโอ้ไปส่งคุณป้า   โอ้ยืนพิงประตูทางออกสู่ระเบียง   โอ้ช้อนตาขึ้นมองหน้าแม่   มันสุดแสนจะละห้อย  โอ้ไม่ปริปาก   ไม่ร้องไห้  ไม่ประท้วง   ด้วยการขัดขืน   นั่นก็พอแล้ว   แม่จึงผลุนผลันอำลาคุณป้าอุไรพาลูกกลับมาอยู่ด้วยกันที่หอโดยหาพี่เลี้ยงมาช่วยดูแล  ช่วยเวลาที่แม่ไปทำงาน
                        ชีวิตของโอ้เติบโตมากับหอหนึ่ง   พี่ๆ นักศึกษารู้จักโอ้,  เวทนาปรานีต่อเด็กหญิงผิวขาว, ร่างบาง,  ยิ้มจืดๆปนโศก,  ไม่พูดมาก,  ไม่เรียกร้อง,  ไม่ตะกละ,  ไม่เคยส่งเสียงรบกวน,  ไม่เคยพลาดตกบันไดสูง,  โอ้จึงมีเครดิตค่อนข้างสูงที่หอหนึ่ง
                        มีเรื่องหนึ่งเมื่ออายุหกขวบ   โอ้กลับจากโรงเรียนมาถึงหอพักแล้วไม่พบแม่เข้าห้องก็ไม่ได้เพราะแม่ไม่ได้ฝากกุญแจไว้กับพี่ๆ ที่ขายของในห้องแคนทีน   เงินค่าขนมกลางวันก็หมดไปแล้ว   โอ้กำลังหิว  ก็เดินร้องไห้ตามหาแม่อยู่แถวหน้าหอ   ลุงรัตน์เจ้าหน้าที่ประจำหอสงสาร  ก็เอาโอ้นั่งรถเครื่องสองล้อไปตามแม่ที่คณะมนุษย์   พอดีแม่กำลังเดินออกจากคณะ  โอ้เห็นแม่ก็ดีใจหายร้องไห้   แล้วเราแม่ลูกก็เดินกลับหอมากินอาหารมื้อเย็นด้วยกัน
                        อีกครั้งหนึ่งเมื่อโอ้เจ็ดขวบ   ระหว่างหยุดพักเทอมแรกแม่พาโอ้ไปอยู่กับคุณอาที่แม่สะเรียง    ด้วยเหตุผลว่าที่นั่นมีเด็กวัยเดียวกันหลายคนคุณอาผู้หญิงก็เป็นครู   ด้วยความมั่นหมายว่าถ้าสะดวกด้วยประการทั้งปวงโอ้ก็จะเรียนต่อที่นั่น   โอ้มิได้ปริปากปฏิเสธแม่   แต่ภายหลังอีกหลายปีต่อมาโอ้จึงเล่าว่า   โอ้กลัวมากและไม่อยากอยู่แม่สะเรียงเลย   คืนหนึ่งโอ้ผวาขึ้นกลางดึกแล้วร้องไห้ไม่ยอมหยุด
                        การจากไปแม่สะเรียงกินเวลาไม่ถึงสามสัปดาห์   เมื่อเพื่อนรักของแม่รู้เข้าก็ยื่นคำขาดให้ไปรับลูกกลับ    ให้เหตุผลว่าแม้ตัวแม่ต้องการเวลาจะไปแสวงหาวิเวกหรือบำเพ็ญเพียรที่วัดผาลาดก็เชิญเลย    ทำไมจะต้องเอาลูกไปฝากคนอื่นเลี้ยง   มันทารุณต่อเด็กเกินไปแล้ว   แม่จึงไปรับโอ้กลับ   นั่นมัน พ.ศ.๒๕๑๕
                        จากนั้นแม่ลูกคู่นี้ก็เดินขึ้นลงวัดผาลาดเป็นประจำแทบจะทุกสัปดาห์   แม่สร้างกุฏิเล็กๆ  ถวายพระระยะห่างจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๒๐ นาทีเดิน   ตรงนั้นเป็นสุดเขตของวัดผาลาด    แม่เองก็ปลูกกระท่อมน้อยพักแรมเป็นครั้งคราวใกล้ๆ ห้วย    โอ้ก็ยอมรับความทุรกันดารในแนวป่าโดยดี   เพราะมันช่วยให้โอ้ไม่ต้องไปอยู่แม่สะเรียง
                        ครั้นถึงปี ๒๕๑๖-๑๗ โอ้กำลังย่างเก้าขวบตรงกับระยะที่นักศึกษาออกเผยแพร่ประชาธิปไตย   ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มกิจกรรม   แม่ก็มักจะติดตามนักศึกษาออกค่ายบ้าง   จัดอภิปรายบ้าง  เตรียมงานอะไรต่อมิอะไรจิปาถะ   มันก็ไม่มากมายนักหนาอะไรหรอก   แต่มันก็ก่อความรู้สึกห่างเหิน,  ละทิ้งระหว่างแม่ลูกจนได้


ค้นหาสัญลักษณ์


                        เพื่อไม่ให้ยาวความนักจึงขอสรุปเป็นเชิงถามตอบคือ
ถาม                  ๑. ความปรารถนาของลูกวัยก่อนสิบขวบคืออะไร
                        ๒. อะไรคุกคามความสมปรารถนาของลูกในกรณีนี้   ผลของมันเป็นอย่างไร
ตอบ                  ๑. ลูกปรารถนาความใกล้ชิด  ตอบโต้กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย  ทั้งด้านดำรงชีวิตด้วยปัจจัยสี่และด้านอารมณ์   ซึ่งเรารวมเรียกว่าความรัก  ความรักคือรากแก้วของความมั่นใจ
                        ๒. เหตุการณ์, บุคคล  ที่คุกคามต่อความสมปรารถนาจะสร้างความกลัวขึ้นในจิตใจ
                        ถ้าเรามองเหตุการณ์ในชีวิตอดีตของโอ้ดังข้อมูลที่มีอยู่  ประกอบกับเนื้อหาในความฝันของเขา  โดยสัมพันธ์กับอารมณ์ในระยะต่อมา   เราพอจะเข้าใจสัญลักษณ์ที่ปรากฏในฝันพร้อมทั้งความปั่นป่วนในหัวใจเด็กที่สัญลักษณ์นั้นพามา


สีเหลือง  คือสัญลักษณ์ของภิกษุ


                        ๑. ความจริงที่โอ้สัมผัส : ภิกษุเป็นฝ่ายรับสิ่งของ,  อาหาร,  ปัจจัย,  หนังสือ  พร้อมการเคารพกราบไหว้จากแม่   แม่ไปวัดบ่อยๆ  วัดจึงแย่งเอาเวลาของลูกไป   เวลาที่แม่สนใจลูกลดน้อยลง
                        ๒. จิตสำนึก : การไปวัดกับแม่บนภูเขา   ใครๆ ก็ชมว่าโอ้เก่ง  กล้าหาญ   เป็นคู่ทุกข์คู่ยากของแม่   จิตสำนึกที่ตระหนักในความรักของแม่มีน้ำหนักพอสมควร  มันเป็นส่วนเสริมความมั่นใจให้โอ้
                        ๓. จิตไร้สำนึก : ความปรารถนาในส่วนลึกที่จะเป็นผู้ครองความรักความสนใจของแม่แต่ผู้เดียว   ถูกคุกคามโดยสัญลักษณ์สีเหลือง
                        ๔. ความขัดแย้ง : โอ้เลือกตามใจแม่   แต่สูญเสียความพอใจส่วนตัว   ทำให้รู้สึกแค้นเคือง  แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้   สิ่งที่มาคุกคามจึงกลายเป็นภาพที่โอ้กลัว


สีเขียว  คือสัญลักษณ์ของป่าเขา


                        ๑. ความจริงที่โอ้สัมผัส : ทางเดินขึ้นเขามีกรวดขรุขระ,  ชัน,  ลื่นไถลทำให้ต้องเกร็งเข่าเพื่อกันล้ม    ทางเดินบางตอนแดดร้อนเปรี้ยง   บางตอนทึกสงัดวังเวง   น่ากลัว   บางครั้งสะดุ้งเพราะนกปูดบินเฉียดผ่านไปตรงหน้า   บางทีเดินเพลินๆ  พอเงยหน้าขึ้นก็ประสบชายฉกรรจ์ใบหน้าเหน็ดเหนื่อย, หนวดเครารก,  ถือพร้าเดินสวบๆ ลงเขาสวนทางลงมา  มันมีเรื่องก่อให้ใจเต้น,  ตกใจ  แทบทุกครั้งของการเดินป่าโปร่งระยะ ๔๕ นาที  สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ  คอแห้ง  เหนื่อย  ล้าเข่า  เมื่อยน่อง  ท่ามกลางป่าเขาวิ่งไล่จับ  ร้องท้ากันอื้ออึงอยู่ที่สนามเบื้องล่าง  “มันขัดแค้นใจนัก” 
                        ๒. จิตสำนึก : พี่ ๆ  ที่เห็นโอ้เดินขึ้นเขาต่างก็ชมว่าโอ้ทรหด  มันสร้างความมั่นใจให้แก่โอ้มิใช่น้อย   เพราะมันเพิ่มเครดิตต่อภาพพจน์ “เป็นลูกคนดี” 
                        ๓. จิตไร้สำนึก : ความปรารถนาที่จะได้โลดแล่นกับเพื่อนตามประสาเด็กถูกคุมคามอย่างหนัก   โดยสัญลักษณ์สีเขียวของป่า
                        ๔. ความขัดแย้ง : ลูกดี,  เดินป่าเป็นเพื่อนแม่  แย้งกับ ลูกไม่ดี,  ละทิ้งแม่ไปเล่นกับเพื่อ


หัวใจกลายเป็นกระดาษ  คือสัญลักษณ์ของความไร้สาระ


                        เป็นสัญลักษณ์ที่โอ้แดกดันแม่ได้สะใจ,  หายแค้น  มันน่าสมหวังน้ำจังเลย
                        “แม่จะเอาใจใส่นักศึกษามากกว่าลูก   อะไรที่นักศึกษาได้รับมอบหมายก็กุลีกุจอทำอย่างเอาเป็นเอาตาย    อุตส่าห์รักษาหัวใจนักศึกษาอย่างไม่ทอดทิ้ง  เอาเข้าจริงก็แค่เศษกระดาษ” 
                        เราไม่อาจจับความหมายได้ถ้าเรามองตรงทื่อๆ  ไปยังเนื้อเรื่องของฝัน   เราควรดูว่าอะไรเป็นสัญลักษณ์ของพฤติกรรมใด   และสัมพันธ์กับอารมณ์ใด  พอจะพันเกี่ยวกับเรื่องที่จริงในชีวิตคนนั้นได้อย่างไร
                        เช่นคนฝันว่าได้ยินเสียงกริ่งบอกหมดเวลา  แต่คนเขียนข้อสอบยังไม่เสร็จ  ฝันอย่างนี้บ่อยๆมันก็สืบมาจากความกลัวการสอบไล่ที่ฝังมาแต่เด็กๆ  เมื่อบุคคลหักห้ามความกลัวหนักๆเข้า  ความกลัวก็ตกลงไปจมเป็นตะกอนอยู่ในจิตไร้สำนึก   วันดีคืนดีมันก็รวมพลังกันประท้วง, โผล่ออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นความฝัน  จนเจ้าตัวตกใจตื่น  เช่นเดียวกับความกลัวของเด็กหญิงผู้นี้ที่จมอยู่เบื้องลึกของจิตไร้สำนึกแล้วระเบิดออกมาเป็นการเอาแต่ใจตนเองอย่างดื้อรั้นเมื่อเป็นสาว
จากการหาความหมายครั้งนี้  พอจะประเมินได้อย่างไรบ้าง  เพื่อนำเอาข้อสรุปมาปรับปรุงพฤติกรรมของแม่ลูกคู่นี้ให้กลมกลืนอย่างสร้างสรรค์ต่อไป
๑.เด็กไม่ได้รับความเอาใจใส่จากแม่เท่าที่ลูกต้องการ
๒. การเติบโตทางอารมณ์ของเด็กไม่ได้รับการกล่อมเกลาเพียงพอ
๓.เราพูดไม่ได้เต็มปากว่า  เด็กขาดความรัก  เพราะความรักเป็นเงื่อนไขตัวหลักที่จะสร้างจิตสำนึกในเด็ก  เด็กคนนี้เป็นเด็กมีจิตสำนึก  หากแต่ว่าด้านลบอยู่ที่อารมณ์
๔. ลูกเจ็บช้ำมากที่อดไปวิ่งเล่นกับเพื่อน  แต่ลูกเลือกข้างเจ็บช้ำและอดสนุก  เพื่อจะได้อยู่กับแม่  การเลือกอย่างหนึ่งโดยสูญเสียอย่างหนึ่ง  คือสาเหตุของความขัดแย้งในหัวอกหัวใจ  จิตยิ่งชอกช้ำทวีคูณ เพราะการเลือกนั้นยังแฝงความกลัวไว้อีกชั้นหนึ่ง


อ่าน 32 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิไชยวนา "บ้านครูองุ่น มาลิก" เลขที่ ๖๗ ปากซอยทองหล่อ ๓
ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเ หนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐