รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 1
 รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 2
 นิทานพื้นบ้านนานาชาติ ตำนานพระจันทร์ ปาปัว นิวกินนี แปลและเรียบเรียงโดย องุ่น มาลิก
 แม่มดกับไข่ทอง และ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
 ระดับความว้าวุ่นของสังคม กระทบความราบรื่นของครอบครัว

 

บันทึกของหลานสาว “คุณป้าขี้เกรงใจ”

            “วันนี้อารมณ์ไม่ดี  มึนหัวมาตั้งแต่เช้ามืด   ขอโทษนะหลานถ้าป้าพูดไม่ถูกหู  หรือว่าหน้าบูด”  คุณป้าออกตัวกันนีหลานสาว  วันที่นีแวะมาเยี่ยม
           “ก็ป้าเหนื่อยนี่นะ  ดูซิห้องรับแขกตั้งใหญ่และใช้กันทุกคนป้าก็เพิ่งเช็ดพื้นเสร็จ  ห้องข้างบนสองห้องกับห้องน้ำ  ถ้ายังไม่ได้ทำความสะอาด  นีจะช่วยทำให้นะคะ” 
            บ้านป้าเก่าแล้วแต่ก็น่าอยู่เพราะมีห้องกว้างหลายห้อง  มีประตูหน้าต่างมาก  จึงโปร่งมองเห็นต้นไม้ภายนอก  ช่วงสี่เดือนที่ผ่านมานี้ป้าต้อนรับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของกุล่มลูกๆ  หลานๆ  เขาเป็นหนุ่มวัยสามสิบ  ผู้จะพำนักที่บ้านนี้สัก ๕-๖ เดือน  จนกว่าจะได้เข้ารับตำแหน่งในธุรกิจแห่งหนึ่ง  เขาบอกป้าไว้แต่ต้นแล้วว่า  ถ้าแฟนของเขาซึ่งการงานอนุญาตให้ออกเวรอาทิตย์สองอาทิตย์ต่อครั้ง   ก็ขอให้มาค้างด้วยที่บ้าน  ป้าก็บอกว่าได้ซิ  ไม่เป็นไร 
            ปรากฏว่าแฟนของเขาจัดหลีกการเข้าเวรได้อย่างละมุนละม่อมจึงได้มาค้างคืนแรมได้สัปดาห์ละหลายครั้ง   บางครั้งก็มาตอนค่ำ  และออกจากบ้านไปตอนรุ่งเช้า  ถ้าวันไหนออกจากบ้านสาย  แฟนสาวก็ลงมาชงกาแฟสองถ้วยนำขึ้นไปดื่มบนห้อง   กาแฟนั้นมีอยู่ในห้องอาหารโดยงบประมาณอันเปราะบางของป้า
            บางครั้งถ้าถ้วยกาแฟ, แก้วน้ำ, ขวดน้ำดื่มขาดจำนวน  ป้าก็ต้องขึ้นไปเก็บออกมาจากห้องของเขา   วนไหนพายุแรงหรือฝนตก   ป้าก็ต้องรีบขึ้นไปปิดหน้าต่างที่เขาเปิดทิ้งไว้  ถ้าเขาพากันไปตากอากาศชายทะเล  ป้าก็จะไปดูแลปิดหน้าต่าง  เมื่อพบห้องมีฝุ่นและเศษผงบนพื้น  ป้าก็อดทำความสะอาดไม่ได้
            “ก็มันบ้านของเรา  เราก็ต้องกวาดทำ  เขาเป็นผู้มาพักพิงเท่านั้น”  ป้าอธิบายให้นีฟังอย่างนั้น   ด้วยความอดทนผสมความเหนื่อยล้า
            ป้าเป็นคนกระฉับกระเฉงเอาจริงเอาจังกับงานทั้งหลายที่ลงมือจับทำ   ช่างคิดช่างฝัน  และไม่เคยเสียดายเรี่ยวแรงที่จะช่วยงานคนหนุ่มคนสาว   ป้าบอกลูกหลานเสมอว่า  การพัฒนาตนเองให้เป็นคนโดยสมบูรณ์นั้น   ต้องมีทั้งด้านเพื่อตนเอง  และเพื่อสังคมโดยส่วนรวม
            ป้ามีความแปลกอยู่บ้าง  เช่นเชื่อแน่นแฟ้นว่า  ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม   แต่ก็ปรับทุกข์ว่าไม่สามารถหาหลักวิภาษอันไหนมาอธิบายให้ลูกหลานเชื่อได้ว่า  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  ป้าบอกว่าสังคมทุนนิยมทุกวันนี้มันซับซ้อนจนกระทั่งว่า  “ยิ่งเบียดเบียนคนอื่นได้เท่าไรยิ่งดี”  แล้วป้าก็พูดหน้าเฉยตาเฉยว่า  “เพราะมีคนเชื่อว่าทำดีได้ดีน่ะซี  จึงมีฝ่ายค้านในรัฐสภา” 
            นีรู้มานานแล้วว่า  สำหรับป้านั้น  ใครเข้ามาพักพิงในบ้าน  ป้าก็อยากให้เขาเกิดสำนึกหน้าที่ต่อส่วนรวม...ก็เพราะป้าเคยเป็นครูมานานแสนนาน  นีอดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้แฟนสาวคนนั้นคงจะสร้างความรำคาญใจแก่ป้าบ้างแล้ว   ทำไมนะ  ผู้หญิงสาวคนหนึ่ง  มีอาชีพตาก็สะสวยจึงเข้ามาสร้างภาระในบ้านคนอื่น  ทั้งๆที่ตนมิได้มีสถานภาพอันใดภายในบ้านนั้นเลย
            นีพลอยหนักใจ  เพราะว่าหญิงนั้นคือแฟนของชายที่เป็นเพื่อนของเพื่อนนี  นีรู้ด้วยว่า  หญิงนั้นมักจะกริ่งโทรศัพท์ถึงชายผู้นั้น   ถ้าป้าเผอิญเป็นคนรับสาย  ป้าก็ต้องเป็นผู้ไปตามตัวผู้ชายนั้นมาให้  และถ้าโทรศัพท์กริ่งบ่อยๆ  มันก็ก่อภาระเพิ่มแก่คนรับสายที่วิ่งไปตามตัวผู้ถูกเรียก
            นั่นแหละป้าเป็นคนขี้เกรงใจ
            ป้าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร


พฤติกรรมเกรงใจ  ย่อมมีแรงจูงใจอยู่เบื้องหลัง
            นีจำได้ว่า  เมื่อครั้งเรียนจิตวิทยาบุคลิกภาพที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ดร.นวลเพ็ญเคยอรรถาธิบายว่า  แรงจูงใจใดบ้างผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมเกรงใจ  บัดนี้ปัญหาที่ทำให้ป้าปวดสะกิดเร้าให้นีลองนำทฤษฎีมาตีความ
            ใจจริงของป้าที่อยากแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมคือ  บอกหญิงสาวตรงๆ ว่า  “ปฏิบัติการของคุณที่บ้านนี้ทำให้ป้าปวดหัว  งดเว้นการมาเสียเถิดนะ”  
            แต่ป้าไม่กล้าบอกเขาตรงๆ  ถามว่าอะไรสกัดกั้นไว้
            ตอบ      “ความเกรงใจ” 
            ถาม      “อะไรทำให้เกรงใจ” 
            ตอบ      “กลัวเสียหน้าแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” 
            ถาม      “เสียหน้าเป็นอย่างไร” 
            ตอบ      “หน้าที่ว่านั่นคือ  หน้ากาก” 
            ป้าวาดภาพตนเองว่า  “ใจดี”  แต่คุณสมบัติของความใจดีมิได้ถูกกำหนดปริมาณเอาไว้  มันจะกว้างใหญ่เท่าใดก็ไม่รู้  มันจึงเป็นภาพเกินจริงขาดลักษณะวิทยาศาสตร์  ส่วนความสามารถของป้าที่จะประกอบพฤติกรรมใจดีย่อมมีขอบเขตจำกัด,  สุดแต่แรงกายและแรงทรัพย์ของป้า  ข้อนี้ต่างหากที่เป็นข้อเท็จจริง  สรุปว่า  ภาพใจดีเป็นหน้ากาก  เนื่องจากมันไม่ตรงสนิทกับพฤติกรรมเอื้อเฟื้อจริงๆ ที่ป้าสามารถทำได้
            ถาม      “ใครๆ ก็มีหน้ากากกันทุกคนรึตามทฤษฎีนี้” 
            ตอบ     “คำตอบมีได้เป็นสองชั้น  ประการแรก  ทฤษฎีนี้เชื่อว่าทุกคนจะสร้างภาพพจน์ตนเองว่าตัวฉันเป็นคนยังไง  เช่น  หญิงสาวรูปงามนึกว่าใครๆ ก็พากันชื่นชมในความงามของฉัน  เธอจึงสวมหน้ากากนางงามและคาดหวังให้คนทั้งหลายมาพะเน้าพะนอ  ขณะเดียวกันเธอก็ขวนขวายปรุงแต่งรูปโฉมให้สะคราญยิ่งขึ้น” 
            ประการที่สอง  ว่าด้วยที่มาของข้อขัดแย้ง  ถ้าบุคคลดำรงชีวิตจริงได้คล้องจองกับภาพพจน์ที่สร้างไว้ให้ตัวเอง  ก็เรียกว่าไม่ได้สวมหน้ากากย่อมมีจิตใจอิสระประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมา  ตรงกันข้าม  ถ้าหากเนื้อหาชีวิตจริงเป็นอย่างหนึ่ง  และสวมหน้ากากไว้อีกอย่างหนึ่งเพื่อจะได้มีหน้ามีตาในสังคม  ความขัดแย้งย่อมตามมา  ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนบุคลิกภาพ  เขาจะมีฉายาว่า  “หน้าไว้หลังหลอก” 
            ผู้ใดสวมหน้ากากหนา  ความรู้สึกเสียหน้าย่อมหนัก  เมื่อบุคคลไม่สามารถประกอบกิจให้สมน้ำสมเนื้อกับหน้ากากอันงดงามที่วาดไว้  เขายิ่งต้องขวนขวายสร้างเกาะเพื่อรักษาหน้า   บางคนกลัวเสียหน้าถึงขนาดกู้หนี้ยืมสินและบังอาจคอร์รัปชั่น   เพื่อหาซื้อวัตถุมาพอกมาโปะเพื่ออำพราง
            ถาม      “ข้อขัดแย้งของป้าคืออย่างไร” 
            ตอบ      “ภาพของป้าคือ  ใฝ่อำนวยความสะดวกให้ผู้อื่น” 
            ที่มาของข้อขัดแย้งคือ  หญิงสาวสร้างภาระให้ป้าเจ้าของบ้าน


แจกแจงข้อขัดแย้งเชิงซ้อนได้ดังนี้
๑. พฤติกรรมแบบ “เกรงใจ” ป้าให้ความสะดวกแก่หญิงสาวต่อไป
            ข้อด้อย  ป้าปวดหัว
            ข้อดี      ไม่เกิดการเสียหน้า
๒. พฤติกรรมแบบ “ไม่เกรงใจ” บอกหญิงสาวให้งดมาที่บ้านป้า
            ข้อด้อย  เสียหน้ากันทุกฝ่าย
            ข้อดี      ป้าเป็นอิสระจากภาระจำทน,  หญิงสาวทีเสรีภาพเลือกทางออกตามทฤษฎีจะเล็งมาที่
                        พฤติกรรมหมายเลข ๒  เพราะ
            ๑. เผชิญความจริง  ป้ายอมรับว่าตนทำได้เพียงเท่านั้น   จึงเป็นอิสระหลุดจากความครอบงำของ 
     “หน้าใหญ่”
            ๒. ทุกฝ่ายได้สัมผัสภาวะ ว่าง, เบา, กว้าง มองเห็นภาพหญิงสาวที่เป็นอิสระ  เลือกหาหนทางอื่นที่เธอ
     จะได้ใช้ศักยภาพความสร้างสรรค์แห่งวัยสาวของเธอ
๓. ความเป็นอิสระ  เป็นตัวของตัวเอง  ยืนตระหง่านสู้ความจริง  มีค่าล้ำกว่าการยอมจำนนต่อการ
     ประเมินของสังคมที่แว่วมาว่า  เกรงใจ, กลัวเสียหน้า
นีรำพึงรำพันมาตั้งยาวแล้ว   กระนั้นก็อยากสนทนาต่อกับเพื่อนๆ ทำไมหนอคนเราจึงยอมสูญเสียอิสรภาพเพียงเพื่อจะรักษาหน้า
อีกสองสามวันต่อมา  นีได้รับโทรศัพท์จากคุณป้า  “ป้าคิดตกแล้ว  ป้าขอนัดประชุมเพื่อนๆ ของชายหนุ่มนั้น  และเสนอความคับข้องใจของป้า  ป้ายืนยันลูกเดียวว่า  ป้าสูงอายุแล้ว   ขอมีอิสรภาพในบ้านตนเอง  ขอมีเวลาสำหรับงานอื่นๆ  ขอยุติจากภาระที่ต้องเผชิญกับหญิงสาวเพราะทำให้ป้าปวดหัว   ที่ประชุมเขาก็จัดการไปทำความเข้าใจกันเอง  เดี๋ยวนี้หญิงสาวก็หยุดมาที่บ้านนี้”
หลานขอคารวะป้าที่รู้จักประมาณตน  ทำได้เพียงไหนก็บอกตรงๆ ว่าทำได้เพียงนั้น  เป็นการตัดสินใจที่อิสระกล้าหาญ  โอกาสข้างหน้าป้าจะสามารถทำงานได้อย่างอิสระ  อย่างไม่ต้องพะวงว่า “เกรงใจเขา  เดี๋ยวจะเสียหน้ากันทั้งฝ่ายเขาฝ่ายเรา”


อ่าน 29 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิไชยวนา "บ้านครูองุ่น มาลิก" เลขที่ ๖๗ ปากซอยทองหล่อ ๓
ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเ หนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐