รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 1
 รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 2
 นิทานพื้นบ้านนานาชาติ ตำนานพระจันทร์ ปาปัว นิวกินนี แปลและเรียบเรียงโดย องุ่น มาลิก
 แม่มดกับไข่ทอง และ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
 ระดับความว้าวุ่นของสังคม กระทบความราบรื่นของครอบครัว

 

พูดกันเรื่องครอบครัว  หนีไม่พ้นการเมือง

           ใครหนอจะกล้าพูดว่าครอบครัวไม่ใช่สถาบันคู่บ้านคู่เมือง  ชีวิตใครหนอไม่เคยผ่านครอบครัว  ใครหนอจะยอมถูกยัดเยียดความคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์   ต้องหยิบวางไว้ในมือของอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม   ปัจจุบันความคิดแนวเศรษฐกิจการเมืองมาถึงขั้นว่า “การเมืองคือเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน” แล้วใครจะปฏิเสธอีกเล่าว่า  การเมืองไม่ใช่ธุระของประชาชน 

           เพราะครอบครัวมีปัญหามิใช่หรือ  จึงต้องเปิดหน้าจิตวิทยาครอบครัวเพื่อคลี่คลายความในใจของคุณครอบครัวที่รัก

           การจะนำครอบครัวให้พ้นภัยทำอย่างไรเล่า  ตอบอย่างไม่มีทางผิดเลยคือ  การนำครอบครัวต้องมีทั้งศิลป์และศาสตร์,  ปรัชญาและธรรมะ  และปักหลักด้วยเศรษฐศาสตร์การเมือง  จิตวิทยานั้นไม่ละเลยกระบวนการทั้งห้าดังกล่าว   และถือเอาวิธีการศึกษาที่มีแบบอย่างเชิงวิทยาศาสตร์เป็นหลัก

           จิตวิทยาเคยเน้นนักหนาว่าความรักความอบอุ่นในครอบครัวคือรากแก้วที่พ่อแม่ให้แก่ลูกเพื่อปลูกฝังสำนึกที่ถูกต้องทั้งต่อตัวลูกเองและต่อส่วนรวม   แต่บัดนี้รากแก้วนั้นถูกสั่นคลอนโดยสังคมชนนิยมเสียแล้ว  ครอบครัวกำลังร้าวราน, ร่อแร่, รอความล่มจมผ่อนส่ง  เนื่องด้วยสมาชิกครอบครัวเป็นทาสสินค้าที่นายทุนเย้ายวนชวนพิสมัยจนต้องขนเงินไปซื้อมาด้วยราคาลิบลิ่วเพราะบวกค่าโฆษณาเข้าไปอีกเท่าตัว

๑.ความอยู่รอดของครอบครัว vs. หาได้เท่าไรจ่ายหมด  ซ้ำยังเป็นหนี้

            ถามจริงๆ เถอะคุณครอบครัวทั้งหลาย  การเป็นปากเป็นเสียงกันในครอบครัวจนแทบไม่มองหน้ากันน่ะ  รากเหง้ามันมาจากเรื่องเงินๆ ทองๆ ใช่ไหม   จะแบ่งปันเงินกันอย่างไร  ทุกฝ่ายจึงจะเพียงพอสำหรับเอาไปซื้อสินค้าที่ถูกใจของแต่ละฝ่าย  ใช่มั้ยล่ะ  สินค้าฟุ่มเฟือยได้กลายเป็นตัวประกอบแห่งความสุขสมปรารถนา  สถานที่บำรุงบำเรอราคะความใคร่  มันเทกระเป๋าคุณๆ ไปจนเกลี้ยง  จะเหลือเพียงกี่ครอบครัวที่ยืนหยัดดำรงความรักใคร่ปรองดองให้บ้านเป็นที่อบอุ่นใจของลูก

            “พ่อ  ขอตังค์ซื้อน้ำขวด” เสียงอย่างนี้ชินหูแถบชุมชนอ่อนนุชอันเป็นย่านผู้ใช้แรงงาน  พ่อจึงหันไปทำเสียงตำหนิเอากับเมีย
           “มึงเลี้ยงลูกยังไงกันวะ  เห็นหน้าพ่อทีไรเป็นแบมือขอสตังค์  เงินที่กูให้ค่ากับข้าววันๆ มันน่าจะพอเลี้ยงลูกให้อิ่มได้แล้ว”
           “ฉันก็ระอาเต็มที  ลูกแก   แกสอนเอาเหอะ  กูน่ะขายหน้าชาวบ้านเขาเต็มที  ผัวหาเลี้ยงไม่พอรึไง  ลูกเที่ยวแบมือขอตังค์ไปทั่ว”
            “โธ่  แม่  ห้าสิบบาทจะพอยังไง  นี่แค่ไปเที่ยวเดินดูสินค้าเดอะมอลล์  เพื่อนเอ๋เขามีใบแดงๆ ตั้งหลายใบ   แม่ให้เอ๋ร้อยนึงนะจ๊ะ”  ได้ฟังดังนี้แม่ก็จนใจ,  ประสาทเสียแน่ถ้าต้องอธิบายฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวให้ลูกฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก
            “ตกลงกันไว้แล้วนะพี่  ต้นเดือนนี้พันสอง  ซื้อชุดใหม่ของน้อง”  สามีไม่กล้าปริปากโต้แย้งเพราะเบื่อโต้เถียงกับภรรยาให้ลูกได้ยิน   ทั้งที่ในสมองครุ่นคิดอยู่ว่าจะเอาเงินที่ไหนไปส่งแชร์ตั้งสามมือ  จะเปียแชร์สักมือหนึ่งไปชำระหนี้ได้ไหมหนอ


๒. วิเคราะห์ปรากฏการณ์สามบทสั้นๆข้างต้น  ว่าเป็นต้นเหตุแห่งความร้าวฉานในครอบครัว
                ๒.๑ ความมีเยื่อใยต่อกันในครอบครัวสึกกร่อน  อัตตาของแต่ละคนไปผูกอยู่กับการซื้อสินค้าที่ถูกอารมณ์ส่วนตัว   สาระวัตถุที่จะผูกใจพ่อแม่ลูกให้ร่วมกิจกรรมกันบ้างตามประสา   ถูกชิงไปโดยสินค้าขึ้นป้ายโฆษณาความอบอุ่นด้วยเสียงหัวเราะ,  ความเคารพต่อกันยามที่ฟังคำปรึกษา, การลงความเห็น  และปฏิบัติร่วมกันถูกรื้อโยนทิ้งไป  พ่อแม่ลูกถูกดึงให้แยกไปนั่งกินคนละภัตตาคาร  แล้วแต่ที่ไหนจะเสริมสร้างอัตตาเพ้อฝันให้ตน  ภาพครอบครัวกุลีกุจอช่วยงานบ้านกันคนละไม้ละมือ ค่อยๆ จางหายไปจากมหานครรัตนโกสินทร์
                ๒.๒ บุคคลสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองกลายเป็นมนุษย์สินค้า  แต่ถูกหลอกว่าอัตตาของเขากำลังเขื่องเพราะใส่รองเท้าผ้าใบอาดิดาส  หล่อนใช้น้ำหอมชาเนล  หล่อนสวมอาภรณ์ชุดไข่  เขาและหล่อนหารู้ไม่ว่าตัวเองได้กลายเป็นมนุษย์สินค้าไปแล้ว   ก็อย่างที่ ดร.เสรี  วงศ์มณฑา  ท่านว่า  สมัยนี้เขาไม่ได้โฆษณาแต่ตัวสินค้า   เขาโฆษณาความยิ่งใหญ่ของยี่ห้อ    ผู้บริโภคจึงซื้อยี่ห้อสินค้าด้วยราคาลิบลิ่ว   และเมื่อนำสินค้านั้นมาประดับกาย  คุณก็เลยเป็นตัวสินค้ายี่ห้อยอดนิยมนั้น  คุณไม่ใช่ตัวคุณเสียแล้ว
                ๒.๓ จิตใจมีสภาพเหมือนสวมหน้ากากเข้าหากัน  สมาชิกครอบครัวต่างคิดฝันไปคนละทาง   ก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นภายในครอบครัว  เป็นที่มาของความรู้สึก “เหงา” มันเป็นทำนองเพลงอยู่ในอารมณ์ว่า  พูดไปก็เท่านั้น  ไม่มีทางเข้าใจกัน, เราต่างคนต่างเก็บความปรารถนาไว้ในใจดีกว่า   ถ้าทนความขัดแย้งไม่ไหวก็เพียงพูดจาประชดกัน   หากพูดตรงๆ จะก่อวิวาทะ    ต่างคนก็เลือกเอาข้างรักษาสถานภาพไว้  หารู้ไม่ว่านั่นคือการสะสมปัญหาจนกลายเป็นปมยากจะคลาย
                ๒.๔ โอกาสแห่งการออมทรัพย์เพื่อความมั่นคงของครอบครัวไม่มีอีกแล้วรึไงในโลกทุนนิยม  หลักทรัพย์และธนบัตรอยู่ธนาคารที่บ้านมีแต่ทีวี, ตู้เย็นผ่อนส่ง, บนตัวมีแต่อาภรณ์ฉาบฉวย,  ในหัวใจมีแต่ปม,  ในลิ้นชักมีแต่บัญชีแชร์   และใบทวงหนี้   ในอารมณ์มีแต่ความเหงา  ประเด็นนี้จึงมีสัญลักษณ์ว่า  “สินค้ามีอำนาจเหนือชีวิตเท่าใดความมั่นคงในครอบครัวกร่อนลงเท่านั้น”


๓. แก้ปัญหาครอบครัว  หนีไม่พ้นการเมือง

             การเมืองจะเป็นเรื่องอื่นไปได้ยังไง   มันต้องเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาราษฎร์วันยังค่ำ   นี่เป็นคำอธิบายง่ายๆ ของผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองท่านหนึ่ง
             ขอให้เราลองพิจารณาปรากฏการณ์ต่อไปนี้  แล้วลองหาคำตอบว่ามันเป็นเรื่องการเมืองใช่ไหม  มันมีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาราษฎร์จริงไหม   แล้วลองคิดต่อไปว่า  ตามหลักการของประชาธิปไตยจริงๆ แล้ว    ประชาชนควรจะมีส่วนในการคิดและการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วย
             ๐แชร์ล้มที่พัทลุง  ตามด้วยภูเก็ต  และนครสวรรค์
             ๐พ่อค้าขนาดกลางย่อยยับ  ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้เฉพาะนายทุนเศรษฐี
             ๐ยาเสพติดให้โทษ  ขนส่งซื้อขายไม่ขาดตลาด   อำนาจใครอยู่เบื้องหลัง
             ๐อาชญากรรม  ปล้น  ทำร้ายชีวิต  ข่มขืน  ยิ่งหนาขึ้นทุกวัน
             ๐สถิติเด็กไทยตายเพราะขาดอาหารเป็นแสนต่อปี  ใครรับผิดชอบ
             ๐ชั่วระยะ ๒-๓ ปี  ราคาน้ำมันพืชขึ้นจากหน่วยละ ๒๑ เป็น ๓๐ บาท


๔. ราคาสินค้าบริโภคอุปโภคถีบสูงขึ้นไม่จบ vs. การตกลงกันยังไม่ได้ระหว่างผู้จ้าง และผู้ใช้แรงงาน  ว่าอัตราแรงงานขั้นต่ำจะเป็น ๖๖  หรือ ๘๒ บาท
            ข้อความที่มีเนื้อหาขัดแย้งชิ้นนี้มีความหมายเป็นการเพิ่มการรับรู้ว่าถ้าผู้ขายแรงงานได้ค่าจ้างวันละ ๖๖ บาท    เราจะซื้อน้ำมันพืชได้ ๒ หน่วย    แล้วมีเงินเหลือ ๖ บาท  ใครเล่าจะเหลียวแลความอดอยากของครอบครัวคนจน  ใครเล่ามีอำนาจจะแก้ไข
           แล้วประชาชนชั้นกลางก็หนีการซื้อสินค้าแพงไม่พ้นเหมือนกัน  อาทิยาสีฟัน,  ผงซักฟอก   ราคาสูงขึ้นแทบจะทุกรอบสามเดือน   แล้วก็ปรากฏว่าต้นทุนการผลิตที่อ้างว่าสูงขึ้นนั้นสมมุติสูงขึ้นหน่วยย่อยละ ๘ สตางค์   แต่เขาตั้งราคาขายเป็นอัตราสูงขึ้น ๒๕ สตางค์  เป็นต้น  คุณเห็นมั้ยความสมบูรณ์ของชีวิตประจำวันถูกรีดไถเอาไปพอกพูนให้แก่นายทุนผู้ผลิตสินค้า


๕. “น้ำพุ” ไม่ใช่คนสุดท้ายที่โบกมืออำลาแน่
            ขอโอกาสนำตัวอย่างชีวิตจริงมาเป็นหุ่นประกอบการศึกษา    ถ้าเรามองภาพว่าน้ำพุลูกชายสุดที่รักของสุวรรณี  สุคนธา   ต้องเสียชีวิตด้วยยาเสพติด  เพราะแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น   มันก็ไม่ชี้แนวใหม่ในการศึกษาปัญหาชีวิตเลย
           เรื่องของผู้หญิงมีลูกสี่คน   สามีอำลาร้างไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก  ด้วยสมอง  ด้วยน้ำใจ  ด้วยสองแขน   เธอสร้างฐานะขึ้นมา    ได้ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ต่อสังคม   แม่ที่มีภาระทางเศรษฐกิจสังคมปานนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาติดตามใกล้ชิดลูกได้สม่ำเสมอ   เวลาส่วนใหญ่ของน้ำพุจึงสัมผัสสัมพันธ์โชกโชนอยู่กับสังคมที่ปกป้องคนกอบโกยผลประโยชน์  มีน้ำพุอีกกี่หมื่นกี่แสนที่กำลังตกเป็นเหยื่อสังคมที่บ้าคลั่งด้วยสินค้ามอมเมา
           ก็เพราะสุวรรณีมีหัวใจเป็นกวี,  เพียบพร้อมด้วยการเสียสละเสมอมาน่ะซี  เธอจึงรับอย่างองอาจ   แต่น้ำตานองว่า “เป็นความผิดของแม่  แม่เลี้ยงลูกไม่เป็น”
           จริงๆ แล้วมันเป็นยังงั้นหรือ   ขอให้เรามองภาพให้ทะลุ   จากการไม่กลับคืนของน้ำพุไปยังชีวิตวัยรุ่นอีกหมื่นแสนที่กำลังโบกมือหยอยๆล่ำลาแม่  เขาเหล่านั้นถามว่า “ใครฆ่าน้ำพุ  ใครฆ่าพวกผม”
           ถ้าตอบ  “สังคมที่ไม่เอื้ออำนวย  สังคมที่เชือดเฉือนชีวิตผู้อื่น  เพื่อความมั่งคั่งส่วนตัว  คือ ฆาตกร”
             คุณจะยอมให้หญิงผู้เป็นแม่อีกกี่หมื่นกี่แสนร้อง   บอกฆาตกรว่า “เป็นความผิดของฉันเอง   ฉันเลี้ยงลูกไม่เป็น”  หรือคุณจะปัดอวิชชาออกไปแล้วมองตรวจสังคมให้ทะลุปรุโปร่งอีกครั้ง  ค้นหาฆาตกรตัวจริง   นั่นคือหนทางเดียวที่จะยุติการสังเวย  “สังคมธนนิยม”  ด้วยชีวิตของลูก ต้องหยิบวางไว้ในมือของอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่งศักดิ์สิทธิ์


อ่าน 27 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิไชยวนา "บ้านครูองุ่น มาลิก" เลขที่ ๖๗ ปากซอยทองหล่อ ๓
ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเ หนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐