รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 1
 รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 2
 นิทานพื้นบ้านนานาชาติ ตำนานพระจันทร์ ปาปัว นิวกินนี แปลและเรียบเรียงโดย องุ่น มาลิก
 แม่มดกับไข่ทอง และ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
 ระดับความว้าวุ่นของสังคม กระทบความราบรื่นของครอบครัว

 

มาร่วมกันเสวนาครอบครัวโดย  นัยะแห่งศิลปะศาสตร์

                        ใครจะค้านเล่าว่าการดำรงครอบครัวทุกวันนี้จะทำเป็นเมินเฉยต่อเศรษฐกิจการเมืองเสียได้  ทำไม่ว่ายังงั้น ?  อ้างคำตอบจากหลักจิตวิทยาได้ว่า  ความปรารถนาอันแรกของมนุษย์คือปรารถนาจะอยู่รอด :  ต้องการเครื่องอุปโภคบริโภค,  ต้องการความปลอดภัย,  ต้องการความมั่นใจอุ่นใจในกลุ่มพวกพ้อง   พุทธศาสนาให้หลักการว่ามนุษย์ต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต : อาหาร,  เสื้อผ้า, ที่อยู่, ยารักษาโรคหลักการพื้นฐานของผู้ปกครองประเทศย่อมมุ่งจะให้ประชาราษฎรมีที่ทำมาหากิน   ไม่ต้องอดอยาก  ก็แหละความอดอยากของประชาชนคือดัชนีชี้เสถียรภาพของการเมืองที่แน่นอนที่สุด

                        “เอพี.รายงานโศกนาฏกรรมสะเทือนกรุงกระฉ่อนโลก  ฝูงชนฮือรับข้าวยาไส้  เหยียบกันตาย ๑๙ ศพ”  กรุงเทพฯ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๗ 

                        ทำไมเมืองพุทธอย่างเรา  เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ  มีคนอดข้าว  ข้าวไปอยู่ที่ไหน ?  มันเป็นคำถามที่หาคำตอบมิได้หรือ ?

                        สำหรับอีกหลายๆ ครอบครัวที่ไม่ถึงกับอดอยาก   แต่ก็ถูกกระหน่ำด้วยเงินเดือนไม่พอจับจ่ายใช้สอย  ราคาสินค้าแพงขึ้นทุกวัน   จะหาเงินที่ไหนมาเป็นค่าการศึกษาของลูก   จะเอาเงินแสนที่ไหนไปส่งค่าคอนโดมิเนี่ยมงวดที่สอง   หมดท่าเข้าก็พึ่งหวยพึ่งแชร์ทั้งๆที่รู้ว่าบั้นปลายคือการล้มละลายผ่อนส่ง

                        นี่เราพูดกันแต่ปากท้องนะ   ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องความปลอดภัยของชีวิต   สิทธิเสรีภาพทางความคิด, เรื่องภาษี,  เรื่องดอกเบี้ยธนาคารแล้วก็เรื่องไกลตัวออกไปอีกหน่อย    เช่นการเผาผลาญทรัพยากรของชาติ, รัฐเป็นลูกหนี้เงินกู้ต่างประเทศ, ขาดดุลการค้าต่างประเทศและอื่นๆ

                        มาบัดนี้หัวหน้าครอบครัวเจ้าของสองมือที่ว่างเปล่าพากันสงสัยว่า  เกลียวชีวิตที่ขมวดแน่นขึ้นทุกลมหายใจเข้าออกจะลงเอยกันอย่างไร

ครอบครัวโดยนัยะแห่งศิลปะศาสตร์ มีหลักธรรมเป็นตัวกำกับเป็นความคิดวิทยาศาสตร์ เชิงสังคมเชื่อไหม ? 

                        ในฐานะปัจเจกะ / ครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว   แต่ในฐานะอยู่กันเป็นสังคม / ครอบครัวย่อมมีพันธะต่อสังคมเป็นส่วนรวมด้วย  ครอบครัวจึงหนีไม่พ้น   การสร้างทัศนคติอันถูกต้องที่เป็นประชาธิปไตยต่อสังคมที่เขาร่วมอยู่   หาไม่แล้วอาจจะมองสังคมพลาดไปจากความเป็นจริง  แล้วถูกหลอกถูกมอมเมาได้ง่าย

                        บัดนี้เรากำลังเข้าสู่ประเด็นว่า  ศิลปะและศาสตร์เข้ามาเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวอย่างไร   เพื่อทำเรื่องหลายชั้นเชิงให้มีขั้นตอนง่ายแก่การติดตาม   เราจะลองเช็ค  “แบบตรวจสอบ”  ข้างล่างตามขึ้นตอนดังนี้

๑.จับความจากสำนึกทั้ง ๔ ข้อในคอลัมน์กลาง  ทำความเข้าใจว่าสำนึกเหล่านั้นเป็นตัวผลักดันให้เกิดพฤติกรรมงอกงามสมกับความเป็นมนุษย์จริงหรือ

๒.อ่านหัวข้อธรรมในคอลัมน์ซ้าย   แล้วตรวจแต่ละหัวข้อว่าตรงประเด็นกลับความคิดในคอลัมน์กลาง  จริงหรือ

๓.อ่านหัวข้อศาสตร์ในคอลัมน์ขวา  แล้วตรวจแต่ละหัวข้อว่าตรงกับประเด็นกับคอลัมน์สำนึก และคอลัมน์ธรรมะ จริงหรือ

แบบตรวจสอบสี่สำนึกที่กำหนดพฤติกรรมงอกงามของมนุษย์
หน้าที่            สำนึก                                                            ศาสตร์

๑. สุทธิ            ๐หน้าที่, การงาน, สร้างสรรค์  คือ ค่าของชีวิต           ๑. ศิลป์

๒. ปัญญา         ๐เข้าใจในความเป็นจริงของชีวิตและโลก                  ๒. วิทยาศาสตร์

๓. เมตตา          ๐ความรักเป็นสากลคือการไม่เบียดเบียนผู้อื่น             ๓. ปรัชญา

๔. ขันติ             ๐อดกลั้น  ไม่คล้อยตามส่งมอมเมาคือ อิสรภาพ          ๔. จิตวิทยา

                        อดทนต่อสิ่งที่เรายังแก้ไขไม่ได้ คือ วีระภาพ

                    ขณะเมื่อเราไตร่ตรอง, ถามตอบโดยตนเองตามแบบตรวจสอบดังกล่าว  ความทรงจำในประสบการณ์หลากหลายในชีวิตทั้งของตนเองและของผู้รู้จักคุ้นเคยจะหวนกลับมาให้คำตอบโดยตรง   หรือโดยหักมุมเป็นการพิสูจน์สัจธรรมทั้งสี่ข้อนั้น

สำนึกสี่ประการของคนธรรมดาในครอบครัว 
                        ๑.ด้วยหัวใจบริสุทธิ์  นักศึกษาผู้หนึ่งเล่าให้อาจารย์จิตวิทยาของเขาฟังว่า  “ผมจำได้ครับ  เมื่ออยู่ ป.๓  ตอนนั้นคุณครูผู้หญิงไม่สบายต้องไปอยู่โรงพยาบาล   มอบให้ผมเขียนโจทย์เลขบนกระดานดำ แล้วให้นักเรียนทั้งชั้นนั่งเงียบๆ ทำให้เสร็จ   ตอนเย็นผมเก็บสมุดทุกเล่มไปส่งคุณครู  คุณครูยิ้ม, น้ำตาคลอ  บอกพวกเราว่า  ครูเป็นสุขเพราะลูกศิษย์เป็นเด็กดี  ผมชื่นใจที่สุดเลย  หัวใจพอง ผมไม่ลืมจนทุกวันนี้  นีใช่ไหมครับตัวอย่างพฤติกรรมงอกงาม” 

                      ๒. แจ้งประจักษ์ในความจริงคือปัญญา (อวิชาสลายตัว) จากบันทึกของหญิงผู้นั้น  “ฉันจำต้องยอมรับอย่างอาจหาญ   แม้จะเจ็บปวดว่า  มีผู้หญิงคนอื่นที่สามารถทำหน้าที่ภรรยาให้เขาได้เหมาะสมกว่าฉัน  ฉันเป็นฝ่ายตัดสินใจอำลาจากเขาด้วยประจักษ์แจ้งว่า  เราต่างมีโอกาสที่จะเติบโตงอกงามไปตามวิถีชีวิตคนละเส้นทาง   ดีกว่าจะร่วมชีวิตกันอย่างบั่นทอนทุกฝ่าย 

                     ๓. การไม่เบียดเบียนคือความรัก  หญิงคนเดิมเล่าต่อไปว่า “ครั้งใดที่ฉันหวนคิดถึงความรักความหลัง   คิดถึงตอนที่ฉันหึงหวง  มันกลับสอนฉันว่าความเจ็บปวด,  ความบั่นทอน,  การสูญเสียเวลาและอารมณ์เป็นการเบียดเบียนตัวเองอย่างโง่เขลา   ขณะเดียวกันก็เบียดเบียนผู้อื่นด้วย   ฉันจึงได้เรียนรู้รสชาติของบทกลับแห่งความรักที่ไม่มีการเบียดเบียน    ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังได้สำนึกว่าความเป็นคนสมบูรณ์ของฉันยกระดับสูงขึ้น   ฉันเริ่มเข้าใจสิ่งที่เขาเรียกว่า  “ความรักสากล”  โดยไม่รู้สึกตัว   มันกลั่นกรองเป็นความรู้สึกอ่อนโยน,  เห็นอกเห็นใจใคร่เกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน   มันเป็นความสุขความพอใจที่อิ่มเอิบประณีต  หมดสิ้นความเร่าร้อนเพราะกระหายมิรู้สุดสิ้น  ความคิดจะเอาถดถอย  และความคิดจะแบ่งปันเพิ่มตัวขึ้น  “ความรักคือการให้เป็นเรื่องจริงขึ้นมา”

                        ๔.การอดกลั้นเสียได้, ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามตัณหาราคะ คืออิสรภาพ  หญิงคนเดิม เขียนบันทึกต่อเป็นข้อความว่า : “การตัดสินใจด้วยปัญญาของฉันครั้งนั้นช่างมีมหาอานิสงส์เสียจริงๆ ก็จริงอยู่เมื่อฉันแยกทางเดินจากเขาบางครั้งรู้สึกละห้อยเหมือนว่าชีวิตมันขาดหายไปบางส่วน  แต่ฉันก็ต้องทำใจกล้าหาญยืนหยัดเป็นตัวของตัวเองให้ได้  แล้ววันนั้นก็มาถึงโดยกะทันหันฉันรู้สึกเฉลียวใจขึ้นมาว่า  เอ๊ะ! เราก็มีความเป็นอยู่ปกติสุขกับหน้าที่การงาน, เพื่อน  และลูกศิษย์  ไม่มีอะไรขาดหาย   อ้ายความรู้สึกโหยให้ว่าขาดเขาไปนั้นเป็นภาพลวงที่ฉันสร้างขึ้นหลอกตัวเองต่างหาก   ฉันถึงกับหันไปหาเพื่อด้วยความลิงโลดว่า  “ฉันพบตัวฉันเองแล้ว”  ฉันไม่รู้สึกตัวเลยว่าฉันใช้ภาษานวนิยายออกมาได้ยังไง

                        “แล้วเขาคนนั้นล่ะ”  เพื่อนสะท้อนให้ฉันทันควันอย่างรู้ใจและเห็นใจ

                        “ไม่เกี่ยวแล้ว  ฉันเป็นอิสระแล้ว”  นี่คือคำตอบของฉัน

ขันติธรรมเป็นแม่  มีลูกชื่ออิสรภาพและวีรภาพ  หญิงผู้นี้มิได้ค้นพบตัวเองอย่างลอยละล่องลมเพลมพัด  เขาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่การงานอย่างบริสุทธิ์ใจ, อย่างสร้างสรรค์, อย่างถือว่า “การงานคือค่าของชีวิต” ดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเฉลยไว้  และเอาชอบคติของนักบุญฝรั่งคนหนึ่งอย่างยิ่งยวด  เขาคัดลอกไว้ดังนี้

                        ขอให้เรามีความกล้าหาญที่จะแก้ไขสิ่งผิด

                        ขอให้เรามีความอดทนต่อสิ่งที่เรายังแก้ไขกันไม่ได้

                        ขอให้เรามีปัญญาอันอิสระที่จะแยกระหว่างสองสิ่งนั้น

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา

ธรรมะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้, ปฏิบัติได้, ให้ผลได้  ไม่จำกัดกาล   ไม่จำกัดชนชั้น 
                   เราได้พูดถึงผู้หญิงคนนั้นค้นพบตัวเอง  พอเป็นอุทาหรณ์ว่าเรื่องอย่างนี้  อาจเกิดขึ้นกับผู้ใดในครอบครัวไหนก็ได้ทั้งนั้น

                        หญิงผู้นี้เอาตัวรอดจากวิกฤตของชีวิตเพราะสำนึกสี่อันเป็นหลักสากล  โดยเจ้าตัวเองไม่รู้สักนิดว่าชีวิตของเขาเป็นตัวอย่างอีกชิ้นหนึ่งในการพิสูจน์สัจธรรม,  หลักธรรมแห่ง  สุทธิ  ปัญญา  เมตตา  ขันติ  อันตรงกับหลักจิตวิทยา,  วิทยาศาสตร์,  ศิลป์  และปรัชญาโดยพร้อมมันไม่จำกัดว่าต้องเป็นมรรควิถีของพระโพธิสัตว์,  ของวีรบุรุษ  หรือรัฐบุรุษท่านใด  ธรรมะคือธรรมชาติ  มีอยู่แล้วตามธรรมดา  ทุกแห่งมนุษย์ผู้เป็นสัตว์โลก  หากปฏิบัติชีวิตไปขัดต่อหลักธรรมชาติ   ความแปลกแยกย่อมไม่บังเกิดขึ้น  ความประสมประสานกับสิ่งทั้งมวลยังคงดำรงอยู่   เขาย่อมพาชีวิตรอดได้

หลักความคิดที่นำมาประกอบเป็นเนื้อหาของเสวนาชิ้นนี้

๑. พุทธทาสภิกขุ  แห่งสวนโมกข์  ไชยา  สวนโมกข์เป็นมหาวิทยาลัยธรรมะ  ใครไปถึงที่นั่นท่านกลับกบอกว่าสวนโมกข์จริงๆ น่ะอยู่ในใจคุณนะ  สุทธิ  ปัญญา  เมตตา  ขันติเป็นจุดเด่นของธรรมะที่บุคคลจะได้ลิ้มรสจากที่นั่น

๒. อิริค  ฟรอมม์  เป็นนักจิตวิทยาผู้เชื่อว่า  หากรัฐทำหน้าที่โดยสมบูรณ์  คืออำนวยให้ประชาราษฎร์ได้มีอาชีพ,  มีที่ทางทำมาหากินโดยไม่อดอยาก,  ปลอดจากการเบียดเบียน  สภาวะความแปลกแยกทางจิตใจจะไม่เกิดขึ้นในสังคม  บุคลิกภาพของผู้คนจะงอกงามขึ้นเอง โดยธรรมชาติ

๓. อับราฮัม  มาสโล  เป็นนักจิตวิทยาเจ้าของทฤษฎีพลังจูงใจเพื่อความงอกงามของชีวิต  ดั่งจับความออกมาเป็นสำนึกสี่ข้อ  ท่านผู้นี้เชื่อว่ามนุษย์มีดอกบัวแห่งความบริสุทธิ์พร้อมจะผลิอยู่ในดวงใจ  ขอให้สิ่งแวดล้อมในสังคมเอื้ออำนวยที่ทำมาหากินเพื่อเขาประกอบอาชีพเลี้ยงตนเลี้ยงครอบครัว

เป้าหมายของหัวข้อเสวนา
๑. ให้ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับวัดความมั่นคงของครอบครัวไทยท่ามกลางสังคมชนนิยมแบบเสรี

๒. ลบล้างการหลงผิด  (อวิชา) บางประการ  เพื่อแผ้วทางสัมมาทิฏฐิแห่งสังคมไทย

       ๒.๑ หลงผิดว่า  พุทธศาสนาเป็นจิตนิยม

       ๒.๒ หลงผิดว่า  จิตวิทยาไม่ใช่วิทยาศาสตร์  แต่เป็นจิตนิยมอธิบายเรื่องเพศ

      ๒.๓ หลงผิดว่า  การเมืองเป็นเรื่องความมั่นคงของสถาบันปกครองเท่านั้น  แท้จริงการเมืองเป็นเรื่องปากท้อง, เนื้อเลือดของประชาราษฎร

      ๒.๔ หลงผิดว่า  ครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น  แท้จริงครอบครัวสองมือสองแขนของประชาชน  คือเซลลส์ของชาติ

 

 

 


อ่าน 35 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิไชยวนา "บ้านครูองุ่น มาลิก" เลขที่ ๖๗ ปากซอยทองหล่อ ๓
ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเ หนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐