รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 1
 รวมบทความรำลึกถึง ครูองุ่น 2
 นิทานพื้นบ้านนานาชาติ ตำนานพระจันทร์ ปาปัว นิวกินนี แปลและเรียบเรียงโดย องุ่น มาลิก
 แม่มดกับไข่ทอง และ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
 ระดับความว้าวุ่นของสังคม กระทบความราบรื่นของครอบครัว

 

จากหนังสือรวมงานนิพนธ์สร้างสรรค์จิตวิทยาครอบครัว

ของ  องุ่น  มาลิก

ลงตีพิมพ์ในนิตยสารรายปักษ์ “นรี”   เมื่อ ปีพ.ศ.๒๕๒๗-๒๕๒๘

รวมพิมพ์ครั้งแรก เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖

จัดพิมพ์โดยถูกต้องตามกฎหมาย

สินธุ์สวัสดิ์  ยอดบางเตย      บรรณาธิการ

เจริญ  สงจันทร์                ผู้ช่วยบรรณาธิการ

จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ศิษย์อาจารย์องุ่น  มาลิก มูลนิธิไชยวนา


ข้อเขียนเรื่อง “ศึกษาจิตวิทยา จากนิทานเรื่องพระราชาและยิวปะรอง ต่างคนต่างคิด”


                        กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีราชาจอมโหดพระองค์หนึ่ง   พระองค์ได้กิตติศัพท์ว่าพวกยิวนั้นมีไหวพริบชั้นเชิงยิ่งนัก   จึงสั่งให้ประกาศไปทั่วอาณาจักรว่า  ถ้ายิวเก่งจริงให้เลือกส่งตัวแทนคนหนึ่งไปประลองปัญญากับพระองค์  ในการต่อสู้นั้นให้ใช้ภาษามือแทนภาษาปาก  ถ้าแม้หญิงชายใดผู้เป็นตัวแทนยิวไม่สามารถตีความหมายภาษามือของพระราชาได้  จะถูกลงอาญาโบยร้อยครั้ง

                       ถ้าแม้ยิวผู้ใดโต้คารมได้เป็นที่พอพระทัยจะได้รับพระราชทานรางวัล  ถ้าแม้ไม่มียิวใดออกมารับคำท้า  ยิวทั้งแผ่นดินจะถูกลงโทษหรือเข่นฆ่าแล้วแต่กรณี

                       บรรดายิวทุกผู้ทุกนามทั่วอาณาจักรไม่มีใครอยากจะเจ็บตัวกระนั้นก็ไม่มีใครกล้าออกมาอาสารับคำท้าทาย   อาจจะเป็นเพราะใครเล่าจะหวังมีชัยในการโต้วาทีที่ใช้ภาษามือแทนภาษาปาก  แต่แล้วในที่สุดก็มีชายยิวผู้ยากจนอาชีพปะรองเท้าผู้หนึ่งอาสาออกมารับคำท้าของพระราชา

                      ในวันประคารมด้วยภาษามือแทนภาษาปากระหว่างพระราชาและชายยิวผู้ยากจนที่หน้าพระลานเนืองแน่นไปด้วยผู้คน   ทั้งคนมีคนจน คนหนุ่มคนแก่ ตลอดจนลูกเด็กเล็กแดงทั้งยิวและไม่ใช่ยิวคละกัน

                      บนเวทียกพื้นมองเห็นชายปะรองเท้าในเนื้อผ้าซอมซ่อยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ

สมุหราชองค์รักษ์    พระราชาในชุดทรงอันเพริศพรายย่างพระบาทขึ้นสู่เวที  ส่งพระเนตรไปที่คู่ต่อสู้อย่างเหยียดหยาม  แล้วโบกพระหัตถ์เป็นเครื่องหมายว่าการประคารมจะเริ่ม  ณ บัดนี้ :-

 

● พระราชายกนิ้วชี้ชูขึ้นฟ้า

    ยิวเอานิ้วชี้ไปที่พื้นดิน

สัญลักษณ์ตอบฉับพลันจากช่างปะรองเท้ายิวทำให้พระราชาถึงกับสะดุ้ง

● พระราชาเสือกสองนิ้วออกมาข้างหน้า

    ยิวชูนิ้วออกมานิ้วเดียว  พุ่งตรงไปที่ใบหน้าพระราชา

● พระราชาพุ่งมือออกมาเบื้องหน้าด้วยนิ้วทั้งห้าแผ่เกร็ง

     ยิวพุ่งหมัด  เสือกตรงไปที่ใบหน้าพระราชา

● พระราชาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อทรง  ควักขวดเหล้าออกมา

     ยิวล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเอาเนยแข็งออกมา

                        พระราชาทรงสั่งสมุหราชองค์รักษ์ให้มอบบำเหน็จรางวัลแก่ชายยิวผู้ยากจนที่ได้แสดงความสามารถเป็นยอดเยี่ยม  สมุหราชองค์รักษ์ยื่นถุงบรรจุเหรียญทองให้แก่ยิว   แล้วเร่งเดินติดตามพระราชากลับสู่พระราชวัง

                       เมื่อสบโอกาสสมุหราชองค์รักษ์ทูลขอให้พระราชาอธิบายเครื่องหมายด้วยมือที่ทรงใช้ตั้งแต่ต้นจนจบ  พระราชาทรงพระสรวลและตรัสว่า :-

●นิ้วของเราชี้ขึ้นฟ้า  หมายความว่าประชาชาติยิวมีจำนวนนับไม่ถ้วนเหมือนดาว

  ยิวชี้ลงดิน เป็นคำตอบว่ายิวมีมากมายเท่าเม็ดทรายในแผ่นดิน  และซ้ำถูก

 เหยียบย่ำ

●เราชูสองนิ้ว  หมายความว่ามีพระเจ้าสององค์  พระเจ้าแห่งความดี  และ

พระเจ้าแห่งความร้าย

   ยิวชูนิ้วเดียว  หมายความว่า ยิวนับถือพระเจ้าองค์เดียว

●เราแผ่นิ้วทั้งห้าออก  หมายความว่ายิวแผ่กระจายอยู่ทั่วโลก

   ยิวกำหมัด  หมายความว่าแม้กระจายกันอยู่แต่รวมเป็นปึกแผ่น

●เรายกขวดเหล้าองุ่นแดงขึ้นชู  หมายความว่ายิวมีบาปสีแดงเหมือนสีเหล้า

   ยิวชูเนยขึ้นให้ทุกคนเห็นกันทั่วว่า  ยิวมีศีลธรรมบริสุทธิ์ขาวเหมือนเนย

                        คำอธิบายของพระราชายังความโสมนัสให้แก่สมุหราชองค์รักษ์ยิ่งนัก

                        ขณะเดียวกันประชาชนยิวต่างเลี้ยงฉลองกันอื้ออึงที่รอดพ้นการล่าประหารของพระราชาได้อีกครั้ง   ท่ามกลางการร้องเพลงและเริงรำนั้นสงฆ์ยิวท่านหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ชายปะรองเท้า  และขอฟังว่ายิวเข้าใจภาษามือของพระราชาว่าอะไร  และโต้ตอบเป็นความหมายว่าอะไรบ้าง

                         ผมจะเล่าให้ฟังด้วยความยินดีนะครับ :-

● พระราชาชูนิ้วขึ้นฟ้า  นั่นพระองค์จะเอาผมแขวนคอ

    ผมปักนิ้วลงดิน  บอกพระองค์ว่าถ้าทำผมอย่างนั้น  ผมก็จะส่งพระองค์ลง

    นรกไปเลย

● พระราชาพุ่งนิ้วออกมาข้างหน้าสองนิ้ว  จะมาควักลูกตาผม

     ผมพุ่งออกไปนิ้วหนึ่ง  กะให้ตรงหน้าพระราชา  แปลว่า เอาก็เอากัน  ตาต่อตา

     ก็แล้วกัน

● พระราชายกมือขึ้นแผ่ออกมาทั้งห้านิ้วจะฟาดหน้าผม

     ผมก็ชูกำปั้นขึ้น  แปลว่า ผมพร้อมจะสู้

●  เมื่อพระราชาเห็นผมเอาจริงคงไม่รู้จะทำยังไงซิ  ยกขวดเหล้าออกมาชวนผม

     ดื่ม  ผมก็มีทีเด็ดควักเนยแข็งออกมาร่วมฉลองกัน

                        บัดนี้เราจะลองตรวจดูว่า  ผู้ประพันธ์นิทานเรื่องนี้  พยายามเสนอให้เห็นแง่มุมของสังคมเก่าก่อน  สมัยที่พระราชามีอำนาจเหนือชีวิตไพร่ฟ้าประชาชน   โดยชี้ประเด็นเชิงจิตวิทยาว่า “ธรรมชาติมนุษย์นั้นต่างคนต่างคิด”  พระราชาก็คิดอย่างพระราชา  คนจนก็คิดอย่างคนจนใครดำรงชีวิตอย่างไร  อยู่ในฐานะอย่างไร  เคยชินกับสิ่งใดก็เอาสภาพนั้นๆ กำหนดความคิดของตน

                        พระราชาคิดอย่างนักการเมือง  มองว่าอะไรเป็นพิษภัยต่ออำนาจของตน  และอะไรเป็นเครื่องมือสนับสนุนอำนาจตน  ในเรื่องนี้ความคิดของพระราชาที่แสดงออกโดยสัญลักษณ์มือจึงปรากฏเป็นสี่ประการคือ

๑.     จำนวนประชากรยิวมีนับไม่ถ้วนเหมือนดาวบนฟ้า

๒.     สิ่งที่บังคับใจมนุษย์ได้คือ สวรรค์ และนรก

๓.     ยิวมีลูกหลานสืบชาติอยู่ทั่วโลก

๔.     ยิวเป็นชนชาติที่มีบาปติดตัว

                        เนื่องด้วยพระราชาคิดอย่างนี้  จึงมองเห็นภาษามือของยิวช่างปะรองเท้า  ค้านพระองค์เป็นข้อๆ  ไปดังที่เราได้ฟังมาแล้ว  นับเป็นการแก้ประเด็นหลุดเป็นเปลาะๆ  จนทำให้พระราชาพอพระทัยและยอมจำนน

                        ผลการประชันความคิดครั้งนี้แสดงว่า  พระองค์ได้รับคำตอบต่อสิ่งที่พะวงสงสัยอยู่คือ  จำนวนหลากหลายของประชากรยิวทั่วโลกยากที่จะกดไว้ใต้อำนาจ ประการหนึ่ง   อีกประการหนึ่ง ความคิดจะเอาเงื่อนไขของสวรรค์-นรก, บุญ-บาป  ครอบงำจิตใจประชากรยิวให้สยบจำนนนั้นไม่มีทาง

                        ส่วนชายยิวช่างปะรองเท้าผู้ยากจนก็คิดตามประสาผู้อยู่ใต้ปกครอง  คือต้องดิ้นรนต่อสู้ให้ได้มีชีวิตรอดวันต่อวัน  เขาจึงคิดแต่เรื่องการต่อสู้เพื่อรักษาตัวให้พ้นภัย  และการหาอาหารประทังชีวิต   เขาเป็นอยู่อย่างไร  เขาก็คิดได้แค่แวดวงที่เขาเคยชินเท่านั้น  กล่าวคือ

๑.     เมื่อเขาคิดว่าพระราชาจะแขวนคอเขา  เขาก็ส่งเครื่องหมายด้วยมือว่า เขาจะส่งพระราชาลงนรกก่อน

๒.     เมื่อเขาคิดว่าพระราชาจะทะลวงนัยน์ตาของเขา  เขาก็ส่งเครื่องหมายด้วยมือว่า “ตาต่อตาก็แล้วกัน”

๓.     เมื่อเขาคิดว่าพระราชาจะฟาดหน้าเขา  เขาก็ส่งเครื่องหมายด้วยมือว่า เขามีหมัดพร้อมจะสู้

๔.     เมื่อเขาเห็นขวดเหล้าองุ่นแดงในมือพระราชา  เขาคว้าเนยแข็งออกมาจากกระเป๋ากางเกงเป็นเครื่องแกล้มเหล้า


ชวนให้คิด

๑.     ปมขำของชีวิตคงจะอยู่ที่ว่า  เพราะต่างคนต่างคิด  ต่างคนจึงเลือกตีความหมายเอาตามที่ภูมิหลังของตนกำหนด หากมันไปจ๊ะเอ๋อย่างสมพร้อมด้วยปัจจัยรอบด้านดังนิทานเรื่องนี้ก็โชคดีไป

๒.     เป็นไปได้ไหมว่า  เรื่องนี้มันสะกิดใจให้เราต้องตั้งใจฟังผู้อื่นพูด  และพยายามทายใจเขาให้ออก   เพื่อป้องกันความเพลี่ยงพลั้ง

๓.     พูดกันด้วยภาษาใบ้มันก็เพียงนี้  แต่มนุษย์ได้พัฒนามาจนมีภาษาพูดอย่างสลับซับซ้อนดั่งปัจจุบัน  ไฉนเล่าจะไม่มีภาษาพูดที่แม้พระราชาก็อาจเข้าใจถึงการดำรงอยู่ของประชากร  ซึ่งแม้จะยากไร้และแตกต่างจากวิถีชีวิตของพระราชา  แต่ก็เป็นคนเหมือนกัน


อ่าน 26 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting



 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
 หุ่นเชิดมือ ครูองุ่นมาลิก 
สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิไชยวนา "บ้านครูองุ่น มาลิก" เลขที่ ๖๗ ปากซอยทองหล่อ ๓
ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเ หนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐